สิ่งที่ “พรรคสีแดง” ต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือ สถานการณ์ที่สงบนิ่ง เพื่อรักษาตัวให้อยู่รอดปลอดภัยในรัฐบาล จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่
KEY POINTS
- กลุ่ม CARE และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี (หมอเลี้ยบ) กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านรายการพอดแคสต์ โดยมีนัยถึงการเชิญนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มาร่วมรายการ
- การเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่แกนนำพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน เพราะมองว่าเป็นการกระทำโดยพลการ ไม่ได้ปรึกษาพรรค และอาจสร้างความขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาล
- ทิศทางของพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินวัตรในปัจจุบันต้องการความสงบนิ่งเพื่อรักษาเสถียรภาพในรัฐบาล ซึ่งขัดแย้งกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม CARE ที่ถูกมองว่าอาจเป็น "หอกข้างแคร่"
มีความเคลื่อนไหวของพลพรรคสีแดง ใน“เพื่อไทย” หลังกลุ่มเก่าแก่อย่าง “CARE” ออกมาขยับขับเคลื่อน โพสต์เฟซบุ๊กโปรโมต รายการ “Moonshot Podcast กับ CARE คิดเคลื่อนไทย” ที่สัมภาษณ์แขกรับเชิญรายหนึ่ง โดยทิ้งปริศนาเป็นรูปเงา คล้ายกับ “ผู้ว่าฯที่แข็งแกร่งสุดในปฐพี” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ศิษย์เก่าของพรรค
ทำให้หลายฝ่ายจับตานัยนี้ว่า “กลุ่ม CARE” ที่ช่วงเวลาหนึ่งเคยมีบทบาทในพรรคเพื่อไทยอย่างมาก ต้องการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวถึงความพยายามในการกลับไปใช้บริการ “ชัชชาติ” อีกครั้ง หลังครบวาระดำรงตำแหน่งพ่อเมืองหลวง
สำหรับ “กลุ่ม CARE” คือ กลุ่มการเมือง หรือคลังสมองของพรรคเพื่อไทย สมาชิกระดับหัวกะทิในกลุ่ม ล้วนแล้วแต่ใกล้ชิดผู้นำจิตวิญญาณพรรคอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี
กลุ่มนี้ สามารถกำหนดทิศทางพรรคได้ ไม่ว่าจะเป็น “หมอมิ้งค์” พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกฯ “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย “หมอเลี้ยบ” สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกฯ
ในยุค"รัฐบาลเพื่อไทย" ไม่ว่าจะเป็นช่วง นายกฯเศรษฐา ทวีสิน หรือนายกฯแพทองธาร ชินวัตร กลุ่ม CARE ก็ยังทรงอิทธิพลอย่างมากภายในพรรค ทั้งกำหนดนโยบาย และทิศทางขับเคลื่อนของพรรค และรัฐบาลได้
แต่เมื่อวันหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ “ตระกูลชินวัตร”อยู่ในช่วงขาลง กลุ่มนี้จึงต้องโลว์โปรไฟล์ทางการเมือง และบทบาทของ กลุ่มจึงค่อยๆ จางลงไป
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่ “กลุ่ม CARE” แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เคยรุ่งโรจน์ในยุครัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะ “กลุ่มนาตาชา” ทีมสื่อสารองค์กร ที่ส่วนใหญ่เป็นบุคคลใกล้ชิด“แพทองธาร” กลุ่มนี้ก็มีบทบาทน้อยลง
รวมไปถึง “กลุ่ม PTP Academy” ที่มีหน้าที่ทำโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ของพรรค และนโยบายด้านกีฬาสำหรับประชาชน ก็แทบหายไปจากสารบบการเมือง
สาเหตุหนึ่งที่กลุ่มต่างๆ ภายในพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยมีบทบาทและอิทธิพลในพรรคอย่างสูง แต่กลับแทบไร้บทบาทในปัจจุบัน นั่นเป็นเพราะสถานการณ์พรรคไม่ได้เอื้ออำนวย
เพื่อไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล เข้าป้ายในสนามเลือกตั้งได้แค่ลำดับที่ 3 หนำซ้ำยังพา สส.เข้าสภาฯ ต่ำร้อย ซึ่งไม่เคยตกต่ำเท่านี้มาก่อน
การเหลือสถานะแค่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ไม่ใช่พรรคแกนนำอย่างวันเก่า ย่อมทำให้เนื้อหางานต่างๆ น้อยลง บรรดากลุ่มเหล่านี้จึงถูกกระจายตัว ไปช่วยงานตามกระทรวงต่างๆ ที่มีรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยบริหารอยู่
ขณะที่งานในกระทรวงสังคมต่างๆ ไม่ได้มีมากมาย อีกทั้งรัฐมนตรีก็ใช้คนของตัวเองเห็นหลัก จึงทำให้บทบาทและอิทธิพลของกลุ่มต่างๆ หายไป
โดยเฉพาะ “กลุ่ม CARE” ที่ปัจจุบันน่าจะเหลือแค่ “หมอเลี้ยบ” ยังคอยขับเคลื่อนอยู่ และบางช่วงก็หายเข้ากลีบเมฆ จนกระทั่งปรากฎตัวอีกครั้งในโปรเจกต์ล่าสุด
ทว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเขา ก็สร้างความไม่พอใจให้กับแกนนำพรรคในปัจจุบันค่อนข้างมาก เพราะมองว่าเป็นการทำโดยพลการ ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับพรรคก่อน
โดยเฉพาะทิศทางของเจ้าของพรรคในวันนี้ ไม่ต้องการให้มีความเคลื่อนไหวใดๆ อันจะทำให้บาดหมางกับแกนนำรัฐบาลอย่าง “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่อยากให้หวาดระแวง เหมือนสถานการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่ หมอชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรค ถูกเชิญไปร่วมเวทีอดีตผู้นำฝ่ายค้าน และถูกกระแสดราม่า
เรื่อง “หมอชลน่าน” เพิ่งเคลียร์จบไปไม่กี่วัน “กลุ่ม CARE” ก็สร้างประเด็นขึ้นมา ให้เกิดเครื่องหมายคำถามอีกครั้งว่า “พรรคสีแดง” ต้องการจะทำอะไรกันแน่
มิหนำซ้ำคอนเทนต์ยังเลยธง เลยป้าย จนบางฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า อยากจะสวมบทบาท “หอกข้างแคร่” ในรัฐบาลหรือไม่
นี่คือสิ่งที่ “แกนนำพรรคเพื่อไทย” ในปัจจุบัน รวมถึง “ตระกูลชินวัตร” ไม่ต้องการเห็น เพราะรู้ว่าพรรคสีน้ำเงินเอง ก็จับตาทุกความเคลื่อนไหว
แม้จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ความหวาดระแวงถึงสถานะ ที่ต้องลุ้นว่าพรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาลจะเขี่ยออกวันไหน ก็มีไม่น้อย เพราะเบื้องลึกเบื้องหลัง ยังมี “พรรคกล้าธรรม” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แสตนบาย เป็น“ฝ่ายคอย” รอเสียบรัฐบาลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ไม่ว่ากิจกรรมในสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างไร “พรรคกล้าธรรม” ของ “ผู้กอง” ทำตัวราวกับเด็กดี “งดออกเสียง” ถนอมน้ำใจ “พรรคภูมิใจไทย” ด้วยดีเสมอมา
ฉะนั้น การที่กลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรค แข่งกันกลับมามี“บทบาท” มี“พื้นที่” และมี“ตัวตน” ลักษณะนี้ อาจไม่เป็นผลดีต่อพรรค
สิ่งที่ “พรรคสีแดง” ต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือ สถานการณ์ที่สงบนิ่ง เพื่อรักษาตัวให้อยู่รอดปลอดภัยในรัฐบาล จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่





