วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

‘2 ซีรีส์โกง’ พิสูจน์ ‘ป.ป.ช.-กกต.’ อุ้ม ‘น้ำเงิน’ ฟื้น ‘ความเชื่อมั่น’?

“2 ซีรีส์มหาโกง” ยังถือเป็นบททดสอบ “2 องค์กรอิสระ” ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

KEY POINTS

  • "2 ซีรีส์โกง" คือการโกงสอบท้องถิ่นและการโกงเลือกตั้ง สว. จะเป็นบทพิสูจน์การทำงานของ 2 องค์กรอิสระ คือ ป.ป.ช. และ กกต. ว่าจะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนได้หรือไม่
  • กรณี "โกงสอบท้องถิ่น" ถูกส่งต่อไปให้ ป.ป.ช. เป็นคดีพิเศษ ซึ่งต้องจับตาว่าจะสามารถสืบสาวไปถึง "ไอ้โม่ง" ที่เป็นนักการเมืองและเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ หรือจะจบแค่ที่ข้าราชการระดับปฏิบัติการ
  • กรณี "โกงเลือกตั้ง สว." กกต. กำลังจะลงมติชี้ขาด ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน รวมถึงบุคคลสำคัญของ "พรรคสีน้ำเงิน" (ภูมิใจไทย) อย่างอนุทินและเนวิน ชิดชอบ
  • การตัดสินใจของ กกต. ถูกจับตามองว่าจะเลือกเอาผิดบุคคลระดับสูงของพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรค หรือจะยกคำร้องตามความเห็นของอนุกรรมการชุดหลังที่ระบุว่าไม่มีมูลความผิด
  • มีการคาดการณ์ว่า กกต. อาจเลือกแนวทาง "ตัดตอน" โดยเอาผิดเฉพาะเครือข่ายหรือนักการเมืองระดับจังหวัด เพื่อลดกระแสสังคม แต่ปล่อยให้ "หัวจ่าย" หรือแกนนำพรรคสีน้ำเงินรอด ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นการอุ้มพรรคดังกล่าว
  • ผลลัพธ์ของทั้งสองคดีจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบนิติธรรม รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาล หาก ป.ป.ช. และ กกต. ไม่สามารถเอาผิดผู้บงการตัวจริงได้

```

เหนือกว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ในกระบวนการนิติธรรม ปฏิเสธไม่ได้ว่า นาทีนี้ “2 ซีรีส์มหาโกง” ยังถือเป็นบททดสอบ “2 องค์กรอิสระ” ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่น ท่ามกลางสารพัดข้อครหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ได้มากน้อยเพียงใด

“ซีรีส์โกงสอบท้องถิ่น” ที่สะท้อนจากผลสำรวจ “นิด้าโพล” ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค. 2569 มีคะแนนเป็นอันดับแรกถึง 62.75% อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

ทว่าสัญญาณล่าสุดที่ดูเหมือนจะถูก “ตัดจบ” ตามที่ “รองเซมเบ้” นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผย คือ ณ วันที่ 31 ส.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมคณะกรรมการข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับรายงานครบทั้ง 76 จังหวัด โดยมียอดผู้ถูกเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งรวมทั้งสิ้น 3,868 ราย จาก 5,925 ราย ซึ่งที่ประชุมกรรมการกลาง มีมติให้การเพิกถอนมีผลบังคับ

ส่วนอีก 1,000 กว่ารายที่เหลือนั้นยังอยู่ระหว่างรอการบรรจุ กรมฯ จึงใช้วิธีไม่เรียกบรรจุเข้าทำงาน ทำให้ไม่ต้องทำเรื่องเพิกถอน จากนี้คาดว่าจะสามารถเริ่มบรรจุแต่งตั้งข้าราชการชุดใหม่ได้ภายในเดือน ต.ค. นี้

ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ในส่วนของ “ผู้กระทำผิด” ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มผู้เข้าสอบ 5,925 คน ซึ่งเวลานี้ถูกเพิกถอนบัญชีโกงสอบเป็นที่เรียบร้อย

ขณะที่กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่จัดการโกงสอบ จำนวนนี้หมายรวมไปถึง “นักการเมือง” หรือ “ไอ้โม่ง” ที่รับเงินหรืออยู่เบื้องหลังกระบวนการโกงสอบ จะสามารถสาวเส้นทางไปถึงบุคคลกลุ่มนี้ ซึ่งมีทั้ง “นักการเมืองบ้านใหญ่” หรือ “นายทุนการเมือง” รวมถึงเครือข่ายที่หนุนหลังได้มากน้อยเพียงใด

ที่สำคัญ ภายใต้สัญญาณที่ถูกตัดจบโดยกระทรวงมหาดไทย และ สถ. ซึ่งมีหน้าที่จัดสอบในเวลานี้ กลับกลายเป็นว่า “เผือกร้อน” โกงสอบท้องถิ่นถูกโยนไปที่ ป.ป.ช. ซึ่งรับคดีดังกล่าวไว้เป็น “คดีพิเศษ”

ตามกระบวนการ “เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์” รองเลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่า ป.ป.ช. รับไต่สวน 2 ประเด็น คือ

1. การกล่าวหาเจ้าหน้าที่และผู้บริหาร สถ. ล็อกสเปก กำหนดทีโออาร์ เอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคาเข้าไปดำเนินการรายหนึ่งรายใด เพื่อมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

2. การทุจริตเรียกรับผลประโยชน์การสอบบรรจุบุคคลเข้าเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยจากการไต่สวนพยานสำคัญพาดพิงถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นเครือข่าย

ย่อมต้องจับตาว่า ตัวเลขผู้เกี่ยวข้องทั้ง 10 คน ที่มีแค่ “ระดับข้าราชการ” ตามที่ ป.ป.ช. แถลง โดยจำนวนนี้มี “2 อดีตอธิบดี สถ.” ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 64-68 คือ “ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล” และ “ประยูร รัตนเสนีย์” ซึ่งถูก ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการไต่สวนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถึงที่สุดจะสามารถสาวเส้นทางไปถึง “ไอ้โม่ง” ตัวจริงที่เป็นตัวละครลับ ทั้ง “นักการเมือง” และ “เครือข่าย” หรือแม้แต่ “อดีตอธิบดี สถ.” บางคน ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็น “เด็กนาย” ซึ่งเป็นคีย์แมนพรรคการเมืองและกำลังถูกตั้งคำถามในเวลานี้ได้มากน้อยเพียงใด

ขณะที่ “ซีรีส์โกง สว.” ล่าสุด กกต. นัดลงมติชี้ขาดในวันที่ 14 ก.ย. นี้ กำลังถูกจับตาว่า กกต. จะยึดตามมติคณะกรรมการชุดที่ 26 ที่เคยให้ความเห็นเอาผิด “229 บุคคล” ซึ่งจำนวนนี้รวมไปถึง “ซูเปอร์คีย์แมนน้ำเงิน” ทั้ง “อนุทิน” และ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน รวมอยู่ด้วยหรือไม่

เพราะหากเป็นไปตามซีเนริโอนี้ กระบวนการถัดไป กกต. ก็จะส่งสำนวนไปยัง “ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง” ส่งผลให้ “ชะตากรรม” ของ “พลพรรคสีน้ำเงิน” อาจลุกลามไปถึงการ “ยุบพรรค” รวมถึงตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคกันเลยทีเดียว

 ในห้วงที่ดุลอำนาจถูกควบคุมเบ็ดเสร็จโดย “ฝ่ายสีน้ำเงิน” เวลานี้ ทำให้มีการจับตาไปที่ซีเนริโอถัดมาคือ ยึดตามผลการพิจารณาของอนุกรรมการคณะที่ 36 ซึ่งมีมติ 5 ต่อ 2 “หักล้างมติ” คณะกรรมการชุดที่ 26 โดยระบุว่า “ทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด”

ต้องยอมรับว่า ท่ามกลางสารพัดข้อครหาที่กำลังเขย่าความเชื่อมั่นของรัฐบาลและ กกต. เวลานี้ แน่นอนว่า หากที่สุด กกต. ยึดตามอนุกรรมการคณะที่ 36 พิจารณาว่า ทั้ง “229 คนไม่มีความผิด” อาจยิ่งสร้างแรงสั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นในระบบนิติธรรม รวมถึงเสถียรภาพรัฐบาลอยู่พอสมควร

ล่าสุดจึงมีอีกสัญญาณว่า กกต. อาจลดกระแสสังคม เอาผิดแค่ “ระดับพลีชีพ” แบ่งเป็นกลุ่มที่หนึ่ง “สว. 138 คน” อาจเอาผิดแค่ระดับ “สีน้ำเงินอ่อน” ขณะที่กลุ่มที่สอง “นักการเมือง 91 คน” รวม “ซูเปอร์คีย์แมนน้ำเงิน” อาจเอาผิดแค่ “เครือข่าย” หรือ “ลูกน้องนักการเมือง” ระดับจังหวัด ในขณะที่ระดับ “หัวจ่าย” ภายใต้ดุลอำนาจบนกระดานการเมืองเวลานี้ ส่อแววรอด เพื่อ “ตัดตอน” ไปสู่คดียุบพรรค

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “2 ซีรีส์มหาโกง” ที่เกิดขึ้น กำลังกลายเป็นบททดสอบที่สำคัญของ “2 องค์กรอิสระ” ทั้ง ป.ป.ช. และ กกต. ต่อระบบนิติธรรมในประเทศเวลานี้

ความเห็นที่น่าสนใจสะท้อนผ่านเวทีเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก” จัดโดย กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯ ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เมื่อ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา

ผู้ร่วมเวทีอย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตกรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกฯ เสนอ “5 อภิวัฒน์พัฒนา” พร้อมทั้งฉายภาพตั้งแต่เริ่มมีองค์กรอิสระปี 2545 พบว่า ชุดปัจจุบันความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชน รวมถึงรัฐบาล และ สว. ต่ำกว่าเมื่อเทียบ สส. รวมไปถึงพรรคการเมือง

ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ ในมุมของ “บวรศักดิ์” ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2558 สะท้อนว่า เป็นผลมาจาก “กติกา” ที่ถูกออกแบบมาตาม “รัฐธรรมนูญ” ฉบับปัจจุบันนั่นเอง!