วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'สว.' ห่วง รัฐบาล ใช้เงินกู้แสนล้านไม่คุ้มค่า แนะอย่าเสียค่าโง่

“สว.” ห่วง “รัฐบาล” ใช้เงินกู้แสนล้านไม่คุ้มค่า แนะให้ท่องไว้อย่าเสียค่าโง่ให้ใคร ระวังความพินาศทางวินัยการเงินการคลัง

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569  (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการอภิปรายของ สว. พบว่า มีข้อเสนอแนะต่อการใช้เงินกู้ ส่วน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก ภายใต้โครงการรถอีวี โซลาร์รูฟทอป โดยให้คำนึงถึงความคุ้มค่า และเป็นโครงการที่มีความจำเป็นแท้จริง

โดย นายศุภโชค ศาลากิจ สว. อภิปรายตอนหนึ่งว่ากับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ว่า หน่วยงานต้องยื่นเสนอให้พิจารณาภายใน  30 ก.ย. 69 และมีเงื่อนไขเด็ดขาดว่าโครงการดังกล่าว ต้องเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 70 และเบิกจ่ายเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธ.ค. 70 ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานยื่นโครงการเข้ามาบ้างแล้ว  ทั้งนี้ ตนมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันกับโครงการที่ขออนุมัติ ว่าต้องมีประโยชน์จริงต่อประชาชนหรือหน่วยงานและต้องกำหนดราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อป้องกันส่วนต่างที่อาจจะเกิดขึ้นและเป็นการฉวยโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันหรือได้ประโยชน์จากโครงการ

“ถ้าประชาชนรู้ว่าการกู้มาให้คนโกง ประชาชนคงไม่พอใจอย่างแน่นอนในการออกพ.ร.ก.นี้ และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง อุปกรณ์ต้องมีการรับประกันที่ยาวนานให้ถึงจุดคุ้มทุน คัดสรรคุณภาพคุณสมบัติบริษัทที่มีมาตรฐานและมีศูนย์บริการ มีอะไหล่ไว้คอยบำรุงรักษา หากเกิดปัญหา เพื่อให้โครงการตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างแท้จริง เพราะประชาชนต้องชำระหนี้ก้อนนี้ พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น รัฐบาลต้องท่องไว้ว่าจะไม่ยอมเสียค่าโง่ให้ใคร และในกรณีของการใช้เงินกู้ หากรัฐบาลบริหารได้ดี นอกจากช่วยเหลือประชาชนได้แล้ว จะเป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาที่ทรงพลังให้กับรัฐบาล” นายศุภโชค กล่าว

ขณะที่ นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ สว. อภิปรายว่า การใช้เงินกู้ที่มีกรอบเวลาถึง  30 ก.ย.  2570 ถือเป็นข้อจำกัด หากทำโครงการเสร็จไม่ทัน จะเบิกจ่ายไม่ได้ ดังนั้นจะหาเงินจากแหล่งอื่นใดมาดำเนินการ โดยตนมองว่าเป็นความเสี่ยงที่มีปัญหา ที่ต้องเห็นชอบโครงการที่พร้อมดำเนินการภายใน 1 ปี ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการพิจารณาโครงการว่าเป็นโครงการที่ดีหรือไม่ ดังนั้นขอให้พิจารณาให้รอบคอบ

ด้าน นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่าตนไม่เห็นชอบกับ พ.ร.ก. เพราะมองว่าควรหาทางบริหารจัดการด้วยวิธีอื่น เช่น ลดค่าใช้จ่าย หารายได้เพิ่ม ไม่ใช่รูดเงินจากบัตรเครดิตใบสุดท้ายที่วงเงินใกล้เต็มเพื่อติดตั้งโซลาร์บนหลังคา และจากโครงการที่รัฐบาลระบุว่า จะทำนั้นตนมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรือฉุกเฉิน ทั้งรถอีวี ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 5  แสนถึง 1 ล้านหลังคาเรือน แต่ข้อมูลระบุว่า ปีที่ผ่านมาไทยติดตั้งได้ที่ประมาณ 1 แสนหลัง และปีนี้ประมาณการว่าจะติดได้ประมาณ 1.4 แสนหลัง หากจะติดครบ 1 ล้านหลัง อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี เหตุใดทำไมเราจึงต้องรีบกู้เงินทั้งก้อนภายในปีนี้ ซึ่งต้องมีดอกเบี้ยที่ต้องแบกภาระ

“ทั้งนี้ พ.ร.ก.ดังกล่าว แม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูกตั้งคำถามสำคัญว่ามีมาตรการอื่นที่เหมาะสมที่จะทำ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่รัฐบาลใช้การตราเป็น พ.ร.ก. ถือว่าจงใจไม่ให้ถูกตรวจสอบ ที่อาจก่อให้เกิดความพินาศทางวินัยการเงินการคลัง สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นไปเกือบถึง 70% แล้วหากปีหน้าเกิดน้ำท่วมใหญ่ โรคระบาด และเกิดสงคราม ประเทศจะเหลือวงเงินกู้เพื่อไปช่วยประชาชนหรือไม่” นายพรชัย อภิปราย