วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

3 ฉากจบ ‘คดีโกง สว.’ 14 ก.ย. บทพิสูจน์ กกต. ชี้ชะตา ‘สีน้ำเงิน’

กำหนด 14 ก.ย.2569 ดีเดย์รูดม่านปิดฉาก มหากาพย์ “คดีโกง สว.” หลังไต่สวนมาราว 2 ปี นับตั้งแต่เสร็จสิ้นการเลือก สว.เมื่อปี 2567 วัดฝีมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะกล้าเงื้อดาบฟัน “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” หรือไม่

หลังจากประชุมกันมาตั้งแต่เดือน พ.ค.2569 เป็นต้นมา ทุกวันจันทร์ และในการประชุมวันที่ 31 ส.ค.คือจันทร์สุดท้าย ซึ่งที่ประชุม กกต.จะต้องพิจารณาสำนวนสุดท้าย “คดีโกง สว.” ก่อนนัดลงมติชี้ขาดคดีดังกล่าวในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ว่า มีใครบ้างที่เข้าข่ายผิดในเรื่องดังกล่าว ก่อนจะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อพิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย

สาเหตุที่ กกต.เลื่อนลงมติจากเดิม 31 ส.ค. เป็น 14 ก.ย.นั้น ระบุในเอกสารที่แจกสื่อมวลชนเมื่อ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา อ้างว่า สำนวนดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานบางส่วนที่จำเป็นที่ต้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาลงมติเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ

ท่ามกลางกระแส “น้ำเงินตกต่ำ” เผชิญความบอบช้ำ ทั้งการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่ ความพยายามปลุกกระแส “ขวาจัด” เรื่องชายแดนไทยก็ไม่ขึ้น การผลักดัน “เทคโนแครต” ผู้ช่ำชองมาช่วยบริหารก็บ้อท่า แถมเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อกรณี “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ถูกเปิดแผลเสียเหวอะ โยงใยตั้งแต่ปี 2564-2568 บิ๊กเนมในกระทรวงมหาดไทย ยุคที่ มท.1 ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถูกลากมาขึ้นเขียงกราวรูด แม้ว่าเจ้าตัวจะปฏิเสธ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีมติอย่างหนึ่งอย่างใดในกรณีนี้ก็ตาม

3 ฉากจบ ‘คดีโกง สว.’ 14 ก.ย. บทพิสูจน์ กกต. ชี้ชะตา ‘สีน้ำเงิน’

นอกจากนี้ยัง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ยังเผชิญข้อครหาพัวพัน “คดีโกง สว.” ที่ถูก “ฝ่ายค้าน” ผสมโรงกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เปิดโปงพยานหลักฐาน-เส้นทางการเงิน แทบจะรายวัน โยงใยเครือข่าย ไปถึงบรรดา “รัฐมนตรีสีน้ำเงิน” ต้องออกมา “ปฏิเสธเสียงแข็ง” กันพัลวัน พร้อมกับดำเนินคดีฟ้องหมิ่นประมาท “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.พรรคประชาชน (ปชน.) และ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผอ.ไอลอว์ ไปหลายคดี ในหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่แทบจะสงวนท่าทีก่อนหน้านี้ ปรับกลยุทธ์มาร่วมตะลุยเอาผิด “คดีโกง สว.” ในคราวนี้ด้วย 

โดยเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา “เดอะ มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.ในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเรื่อง “วิกฤติศรัทธา องค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เขตหลักสี่

“อภิสิทธิ์” กล่าวตอนหนึ่ง เตือนเสียงดัง ๆ ไปยัง “บางพรรคการเมือง” กำลังพยายาม “ยึดสภาฯสูง” และกินรวบไปยังองค์กรอิสระ ส่งผลให้เกิดวิกฤติศรัทธาจากประชาชนอยู่ในตอนนี้

“วันนี้ถ้าสมมติเราบอกว่า พรรคการเมือง จะโดยเปิดเผยหรือแอบ มายึดครองวุฒิสภา มาส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ แล้วองค์กรอิสระ ก็ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหาร ไม่ให้วุฒิสภาผิด แล้วก็ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภาก็ยืนขวางอยู่ ผมก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ คนเหล่านี้กำลังใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือเปล่า เพราะหลักของประชาธิปไตย มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตั้ง แต่มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อประชาชน” อภิสิทธิ์ ระบุ

3 ฉากจบ ‘คดีโกง สว.’ 14 ก.ย. บทพิสูจน์ กกต. ชี้ชะตา ‘สีน้ำเงิน’

เมื่อ “ฝ่ายค้าน” 2 พรรคหลักอย่าง “ส้ม-ฟ้า” ผนึกกำลังกับภาคประชาชนนอกสภาฯอย่าง “ไอลอว์” ส่งผลให้กระแส “สั่งฟ้อง สว.” เริ่มกระหึ่มดังขึ้นแทบจะรายวัน เรียกว่า “กดดัน” ไปยังการทำหน้าที่ของ กกต.ซึ่งเป็น “โต้โผใหญ่” ในการชี้ขาดเรื่องนี้ว่า มีมูล “พอส่งศาล” หรือจะ “ยุติเรื่อง” ไว้แค่นี้

ความคืบหน้าเรื่องนี้ มีการปล่อยข่าวว่า กกต.จะลงมติชี้ขาดประเด็นดังกล่าวในวันศุกร์ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา ทว่า กกต.ออกเอกสารข่าวชี้แจงปมร้อนโดยพลัน ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และคดีโกง สว.อยู่ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมชุดใหญ่ ถัดมา กกต.ออกเอกสารเลื่อนการลงมติคดีโกง สว.ไป 14 ก.ย.อย่างที่ทราบกันไปแล้ว

นอกจากนี้ กกต.เผยแพร่เอกสารข่าวว่า ขณะนี้ได้ลงมติเอาผิด และส่งฟ้อง ผู้สมัคร สว.ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามไปแล้ว 1,767 ราย 

ด้านพรรค ปชน.ยังคงขยี้ไม่หยุดหย่อน โดยเมื่อเสาร์ที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา “พริษฐ์”ในฐานะ “ประธานวิปฝ่ายค้าน” จัดกิจกรรม เวทีผู้นำฝ่ายค้าน “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ซึ่งมีกิจกรรมตอนหนึ่งคือ ช่วง 3 เวลา 11:00-12:00 น. “เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. และความจริงที่(ยัง)ไม่ได้คำตอบ?” โดย 4 สส.ปชน. ได้แก่ พริษฐ์ วัชรสินธุ พนิดา มงคลสวัสดิ์ ภัณฑิล น่วมเจิม และชยพล สท้อนดี

โดย “ฝ่ายค้าน” ยื่นขอ “โรงแรมพูลแมน” ขอใช้สถานที่ ทว่าถัดมาโรงแรมได้ขอยกเลิกการใช้สถานที่ดังกล่าว เนื่องจากกังวลว่าจะถูกโยงเป็นประเด็นทางการเมือง และหวั่นเกรงความปลอดภัยของแขกที่มาพักเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ฝ่ายค้านต้องเปลี่ยนมาใช้สภาฯ เป็นสถานที่จัดงานแทน

น่าสนใจที่ “ฝ่ายค้าน” เลือก “โรงแรมพูลแมน” ในเครือ “คิงส์ พาวเวอร์” เป็นสถานที่จัดงาน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาโรงแรมแห่งนี้ ถูกใช้เป็น “ฐานบัญชาการ” ของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” หลายครั้งที่ปรากฏนักเลือกตั้งระดับ “บิ๊กเนม” มาที่แห่งนี้

ดังเช่นที่ “พริษฐ์” เคยเหน็บ “นายกฯอนุทิน” ว่า ควรมาสภาฯให้บ่อยเหมือนไปโรงแรมแห่งนี้บ้าง เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อ 21 ก.ค.2567 “อนุทิน” เคยไปที่โรงแรมดังกล่าวเพื่อพบกับเหล่า สว. โดย “อนุทิน” ยอมรับว่าไปโรงแรมพูลแมนจริง แต่ทักทุกคน แถมไปทุกวัน

“ไม่มีครับ ผมเจอคนเป็นหมื่น เป็นพันคน ทุกวันนี้มีแต่คนมาขอผมถ่ายรูปกับผม เซลฟี่มั่ง ผมก็นับคะแนนจากตรงนี้ ใครมาขอถ่ายรูปผมให้ถ่ายทุกคน อย่างน้อยผมก็ได้คะแนน ครึ่งคะแนน มันก็เป็นประโยชน์สำหรับตัวผม” อนุทิน เคยปฏิเสธเรื่องนี้

3 ฉากจบ ‘คดีโกง สว.’ 14 ก.ย. บทพิสูจน์ กกต. ชี้ชะตา ‘สีน้ำเงิน’

กลับมาที่ประเด็น “โกง สว.” ในสำนวนการไต่สวนของ กกต. ปัจจุบันแบ่งออกได้ 3 ขั้นตอน ได้แก่

1.คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 มีมติว่า 229 บุคคล แบ่งเป็น 138 สว.ชุดปัจจุบัน และ 91 เครือข่ายนักการเมือง-บ้านใหญ่-อดีตรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันนับ 10 คน เข้าไปพัวพันในขบวนการโกง สว. หลังจากนั้นมีการชงเรื่องไปยังนายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.โดยตำแหน่ง) เพื่อนำเสนอที่ประชุม กกต.ชี้ขาด

2.คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ชุดที่ 36 ซึ่งถูก “อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต.ชุดเดิม แต่งตั้งขึ้นมา เพื่อกลั่นกรองเรื่องของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 โดยมีกระแสข่าวว่ากันว่า คณะอนุฯชุดที่ 36 นี้ มีมติ 5:2 เสียง ชี้ว่า 229 คนดังกล่าว ไม่มีความผิดแต่อย่างใด ก่อนส่งเรื่องกลับไปยังนายทะเบียนพรรคการเมือง และนำเสนอที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่

3.ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ ในยุค “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” เป็นประธาน กกต. จะนำสำนวนของคณะกรรมการฯชุดที่ 26 และความเห็นของคณะอนุฯชุดที่ 36 มาประกอบการพิจารณา โดยประชุมทุกวันจันทร์ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป จำนวน 12 ครั้ง โดยประชุมนัดสุดท้าย 31 ส.ค. และนัดลงมติ 14 ก.ย.นี้

ดังนั้นฉากทัศน์ต่อไปของ กกต.ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ สามารถแบ่งได้ 3 แนวทาง คือ

1.ที่ประชุม กกต.มีมติเห็นด้วยตามที่คณะอนุฯ ชุดที่ 36 เสนอ คือเห็นว่า 229 คนที่ถูกกล่าวหา ไม่มีความผิด มีมติยกคำร้อง ทำให้ทั้งหมดที่ฝ่ายค้าน-ไอลอว์ และภาคประชาชนพยายามผลักดันมา “สูญเปล่า” รวมไปถึงสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงินในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะต้องแท้งไปด้วยเช่นกัน

2.ที่ประชุม กกต.ดำเนินการไต่สวนเสร็จครบถ้วนทั้ง 77 จังหวัด และลงมติเอาผิดแค่บรรดา “ลูกน้อง-คนสนิท” ของ “เครือข่ายบ้านใหญ่-สส.-นักการเมือง” แต่ไม่สามารถสาวลึกไปถึง “ตัวบงการสีน้ำเงิน” ได้ เพราะตามเส้นทางการเงินอาจไปไม่ถึง ขณะเดียวกัน “สว.สีน้ำเงินอ่อน” อย่างน้อย 15 คน อาจถูกเอาผิดไปด้วย เพื่อลดกระแสสังคมลง

3.ที่ประชุม กกต.ดำเนินการไต่สวนเสร็จครบถ้วน 77 จังหวัด และมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 เคยให้ความเห็น เอาผิด 229 บุคคลที่ถูกกล่าวหาในขบวนการ “โกง สว.” และส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาต่อไป

หากเป็นไปตามข้อ 3.จริง จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ“รัฐนาวาสีน้ำเงิน” อาจถึงขั้น“ยุบสภาฯ”หรือเกิดการ “พลิกขั้ว”ทางการเมืองเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ “น้อยมาก” ถึง“น้อยที่สุด”

เพราะต้องไม่ลืมว่า ในแวดวง “ตุลาการ” นั้น หลายคน “ไม่เห็นด้วย” กับพฤติการณ์ “โกง สว.” ที่เกิดขึ้น ดังนั้นหาก “สีน้ำเงิน” หวังลดกระแสจาก กกต.โดย รอไปเคลียร์พ้นบ่วงในชั้นศาล อาจเป็นการ “คิดผิดมหันต์” ก็เป็นไปได้

ทว่า หาก กกต.มีคำวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดใน “คดีโกง สว.” ออกมา “ค้านสายตา” ประชาชนอย่างหนัก อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “น้ำผึ้งหยดเดียว”

และ “รัฐพันลึก” ที่เคยเริ่มหนุนหลังอาจจำเป็นต้อง “คิดหนัก” หากเสี่ยงเลือกแทงข้าง “สีน้ำเงิน” ต่อไป อาจต้อง “พ่ายแพ้” ทั้งกระดานก็เป็นไปได้