ผลงานบริหารจัดการน้ำท่วม จ.น่าน ดัน “เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ โดดเด่นในบทบาทผู้นำสถานการณ์วิกฤติ เปิดทาง “เพื่อไทย” ต่อยอดภาพผู้นำ หวังปั้นเป็นนายกฯ คนที่ 7 ของพรรค ขณะที่ “ภูมิใจไทย” ต้องจับตาความสัมพันธ์กับ “เพื่อไทย” และ “กล้าธรรม” ท่ามกลางสารพัดปัจจัยที่อาจกลายเป็น “ตัวแปร” เปลี่ยนขั้วอำนาจ
“เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับคำชมอย่างมากจากการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.น่าน ที่ผ่านมา
สถานการณ์เป็นไปอย่างไม่วุ่นวาย ไม่อลหม่าน และไม่มีดรามามากนัก แตกต่างจากช่วงน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในยุค ครม.อนุทิน 1 ซึ่ง นายกฯอนุทิน มอบหมาย “ผู้กอง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ไปจัดการ
ครั้งนี้ นายกฯอนุทินได้รับคำชมอยู่บ้าง ในฐานะผู้มอบหมายผู้รับผิดชอบ “ถูกฝาถูกตัว” ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ก็ยังถูกเปรียบเทียบว่า ดร.เชนมีภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้มากกว่า
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าสถานการณ์ครั้งนี้ “พรรคเพื่อไทย” จะเจอทางที่ใช่ ในการโชว์ “ภาวะผู้นำ” ของยศชนัน หลังจากก่อนหน้านี้พยายามนำเสนอเรื่องความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาไปแล้ว
เหตุการณ์ครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยน่าจะนำไป “ต่อยอด” โดยเฉพาะในสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่อื่นๆ ของภาคเหนือ ซึ่ง “ดร.เชน” เป็นรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่โซนนี้
แน่นอนว่า เก้าอี้รองนายกฯ ของยศชนันในปัจจุบัน อาจเล็กเกินไปสำหรับเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยที่เคยยิ่งใหญ่ และปั้นนายกฯ มาแล้ว 6 คน ตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร
“ยศชนัน” คือผู้นำรุ่นต่อไปที่พรรคเพื่อไทยมุ่งหวัง จะผลักดันให้เป็นนายกฯ คนที่ 7 ของพรรค และคนที่ 5 ใน “เครือญาติตระกูลชินวัตร”
ดังนั้น การดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ครั้งนี้ จึงเป็นเพียงบันไดในการแสดงฝีมือ เพื่อที่จะนำเพื่อไทยกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
แน่นอนว่า “พรรคภูมิใจไทย” รู้ดีว่า “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้มีความสุขกับสถานะพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเคยชินกับการเป็น “แกนนำรัฐบาล” มาตลอด เพียงแต่สถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้ต้องรับสภาพที่เป็นอยู่
อีกทั้งลึกๆ ก็ยังสวมบท “อาหวัง” ว่า หากวันใดภูมิใจไทยไม่สามารถไปต่อได้จากสถานการณ์ที่รุมเร้า อย่างไรเสียเพื่อไทยย่อมเป็น “ตัวเลือกแรก” ที่มีศักยภาพมากกว่าพรรคอื่นๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “พรรคประชาชน” ที่ยากจะได้ขึ้นครองอำนาจบริหาร
ยิ่งมีสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งอาจเป็น “ตัวแปร” ในการเปลี่ยนตัว “แกนนำรัฐบาล” อยู่หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง กำลังถูกสังคมกดดันอย่างหนักให้ส่งเรื่องไปที่ศาล
รวมถึงประเด็นการพบทุจริตมากมาย ทั้งการทุจริตสอบเข้าพนักงานและข้าราชการท้องถิ่น การทุจริตสวมบัตรสีชมพู รวมไปถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มีใครรู้ว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” สำหรับ “พรรคสีน้ำเงิน” จะอยู่ที่เรื่องอะไร แต่พรรคเพื่อไทยก็ซุ่มปั้น “ยศชนัน” ให้พร้อมแสตนบายอยู่ตลอด หากวันใดวันหนึ่งพวกเขาได้รับความไว้วางใจกลับมาอีกครั้ง
ขณะที่ปัจจุบันมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย มีประเด็นไม่ยอมกันในเรื่อง “งบประมาณ” โดย “พรรคสีแดง” ต้องการจำนวนหนึ่ง แต่ “พรรคสีน้ำเงิน” ให้ได้เพียงอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น
อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองพรรค ก็ไม่ได้เหนียวแน่น หวานชื่นเหมือนภาพที่ปรากฏ ลึกๆ ยังคงมี “แผลใจ” กันอยู่ในบางเรื่อง ตั้งแต่ช่วงที่มีการเปลี่ยนขั้วครั้งก่อน
ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของ “พรรคภูมิใจไทย” กับ “พรรคฝ่ายคอย” อย่าง “พรรคกล้าธรรม” ของ “ผู้กองธรรมนัส” เอง ก็ไม่ได้ห่างเหิน แม้จะไม่ปรากฏข่าวคราวใดๆ ออกมาในช่วงหลัง
โดยมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “เสี่ยหนู” กับ “ธรรมนัส” ยังคงมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อกันมาก และมีการนัดรับประทานอาหารกันลับๆ เงียบๆ อยู่เป็นระยะ
นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ “พรรคสีเขียว” ไปเป็นฝ่ายค้าน “ผู้กอง” แทบไม่เคยแตะต้อง “อนุทิน” เลยด้วยซ้ำ ทั้งที่โดยปกติน่าจะมีความเจ็บแค้นจากการถูกเขี่ยออกจากวงโคจรรัฐบาล
ขนาดน้ำท่วม จ.น่าน ที่ “ธรรมนัส” ยก สส.ลงไป ก็ไม่ได้ตำหนิรัฐบาลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ยังคงทำหน้าที่ในสภาฯประหนึ่ง “พันธมิตรทางการเมือง”
หลายคนภายใน “พรรคกล้าธรรม” เองยังเชื่อว่า วันใดวันหนึ่งในเวลาอันใกล้ พวกเขาจะได้ “คัมแบ็ก” กลับคืนสู่ฝ่ายบริหาร
เพียงแต่ในสถานการณ์ที่ “พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคกล้าธรรม” ต่างสวมบท “อาหวัง” มันก็ดูจะเข้าทาง “พรรคภูมิใจไทย” ที่ใช้ความสัมพันธ์ของทั้งสองพรรค เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจของตัวเอง



