คดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้าน นำโดย “พรรคประชาชน” ร่วมกับ “ไอลอว์” (iLaw) เปิดพยาน หลักฐาน เพื่อให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ถึงขบวนการโกงเลือก สว.ที่เกิดขึ้น ทว่าตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา มีความพยายามตัดจบ เพื่อปิดเกมเรื่องนี้ ไม่ให้เชื่อมโยงไปถึง “เครือข่ายสีน้ำเงิน” และ แกนนำพรรคภูมิใจไทย
กับข่าวที่ว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” เตรียมชี้ขาดคดีฮั้ว สว. มีลุ้นกันว่า กกต.จะส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ตามที่อนุกรรมการชุดที่ 26 สรุป และมีข้อเสนอต่อศาลฎีกาหรือไม่
กระทั่งมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า วันที่ 28 สิงหาคม นี้ กกต.จะลงมติคดีฮั้ว สว. หลังจากประชุมพิจารณาสำนวนเสร็จแล้ว ตั้งแต่การประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งมีกระบวนการให้ กกต.แต่ละคน ขานมติของตนเอง หลังจากพิจารณารายงานสำนวน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ล่าสุด กกต.ได้ออกเอกสารข่าว ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และยืนยันว่า คดีนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน และลงมติต่อไป
ทว่า ในทางการเมืองแล้ว มองทะลุปล้องว่า นี่คือส่วนหนึ่งเพื่อสยบกระแส ที่อาจกระทบเรตติ้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” หลังจากฝ่ายค้าน และไอลอว์ เปิดเวที “เปิดโปง ขบวนการโกง สว.” ต่อเนื่อง และเตรียมจัดเวทีสุดท้าย ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ซึ่ง “ภัณฑิล น่วมเจิม” สส.พรรคประชาชน จั่วหัวแล้วว่า จะเปิดหลักเด็ด ที่เด็ดยิ่งกว่าที่ไอลอว์เปิดมาก่อนหน้านี้
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกต และวิเคราะห์สถานการณ์นี้ว่า หากปล่อยให้ฝ่ายค้าน และไอลอว์ โชว์หลักฐาน เปิดปากพยานที่รู้เห็นในขบวนการโกง สว.ต่อไป สุดท้ายแล้วกระแสของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย จะถูกฉุดลงเหวลึกลงทุกที
จึงต้องจับตาว่า จะมีการส่งสัญญาณให้ กกต.เร่งปิดเกม แทนการยื้อเวลา อย่างที่เคยมีท่าทีว่า อาจเลื่อนการมีมติไปถึงเดือนกันยายนหรือไม่
ต่อประเด็นที่เกิดขึ้น “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ ตั้งข้อสังเกตว่า “เขาอาจรู้ว่า เรามีอะไรอยู่ในมือ และเป็นของจริง จึงพยายามเร่งกระบวนการตัดสิน หลักฐานที่ทยอยเปิดก่อนหน้านี้ ยังเป็นส่วนน้อยจากที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง”
พร้อมทั้งยืนยันว่า “ยังรอเวลาที่จะเปิดเอกสารทั้งหมดที่มี หากท้ายสุด กกต.ไม่ส่งฟ้อง คดีฮั้ว สว.ต่อศาล ตามอนุกรรมการชุดที่ 26 เสนอ”
ล่าสุด “ยิ่งชีพ” ตัดสินใจเปิดเอกสาร “โพยฮั้ว” ที่กาเบอร์ซ้ำ เชื่อมโยงไปถึง 8 สว. อาทิ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง มาเรีย เผ่าประทาน นิพนธ์ เอกวานิช แดง กองมา สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล และอลงกต วรกี พร้อมตั้งคำถามว่า “สว.ตัวหลัก คนที่มีสายสัมพันธ์ชัดเจน อยู่ในโพย หากคนมีหมายเลขในโพยอ้างว่าไม่รู้ ไม่เกี่ยวข้อง จะเชื่อเขาหรือไม่?”
ทว่า การเปิดข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการ และหัวขบวนการฮั้วจากไอลอว์ ก็ยังมีคำถามว่า หากมีหลักฐานเด็ดที่เกี่ยวข้องกับ “บิ๊ก สว.-บิ๊กภูมิใจไทย” อย่างที่เคยเปิดไปก่อนหน้านี้ ทั้งหลักฐานแชต หลักฐานการโอนเงิน เหตุใดจึงไม่ตีแผ่ให้สังคมเห็นอย่างชัดเจน
ประเด็นนี้ “ยิ่งชีพ” ระบุว่า “ขบวนการจัดทำการโกงเลือก สว.เป็นขบวนการขนาดใหญ่ มีคนร่วมขบวนการ และโหวตเตอร์หลักพันถึงหมื่นคน คนที่เป็นหัวหน้าขบวนการ ย่อมมีทีมงาน 40-50 คน หัวขบวนจะไม่โอนเงินไปยังบัญชีของผู้รับด้วยตัวเอง จึงต้องใช้คนอื่น”
“ดังนั้นหลักฐานการโอนเงินที่นำมาเปิด จึงพบว่ารายล้อมอยู่กับคนของพรรคภูมิใจไทย ทั้งเป็นผู้ช่วย สส. เป็นผู้สมัคร สส. พ่อ แม่ ภรรยาของ สส. เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่ใส่เสื้อภูมิใจไทย ซึ่งกรรมการบริหาร และหัวหน้าพรรค ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น”
“เป็นไปไม่ได้ ที่ สว.ซึ่งมีหมายเลขอยู่ในโพย จะไม่รู้เห็นกับขบวนการโกงเลือก สว.ที่มีการจัดหาผู้สมัครหลายหมื่นคน จ่ายเงินให้กินฟรี ให้พักฟรี จ่ายค่าเดินทางให้ มีเสื้อให้ใส่ฟรี แม้ผู้ที่มีหมายเลขในโพย ไม่มีหลักฐานการโอนเงิน แต่มีหลักฐานว่า มีคนใกล้ชิดเป็นภรรยา ดำเนินการ และพยานบอกว่ามีการจ่ายเงินสดใส่ซองมาให้ คิดว่าเพียงพอแล้วที่จะบอกว่า ท่านได้อยู่ในกระบวนการโกงการเลือก เพื่อให้ได้เป็น สว.” ยิ่งชีพ ระบุ
ส่วนที่มีนักวิชาการ นักกฎหมาย ออกมาให้ความเห็นว่า คดีฮั้ว สว. นอกจาก “หลักฐานอันควรเชื่อ” แล้ว ยังต้องขึ้นอยู่กับ “น้ำหนักของหลักฐาน” ด้วย ผู้อำนวยการไอลอว์ ตอบทันทีว่า “ขอพูดตรงไปตรงมา เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักฐาน แต่ขึ้นอยู่กับการเมือง เพราะสำนวน 9 หมื่นหน้า ที่ กกต.ได้รับ เวลาเพียง 5-6 เดือนไม่มีใครอ่านจบ และเชื่อว่า กกต.ไม่ได้สนใจอ่านทุกหน้า แม้บางคนจะเป็นตุลาการมาก่อน แต่บางคนเป็นอดีตอธิบดีกรมขนส่งทางบก ไม่ถนัดอ่านสำนวน”
“ขอให้ตรงไปตรงมา ไม่ใช่อยู่ที่หลักฐาน แต่อยู่ที่ทิศทางทางการเมืองว่าจะเดินไปอย่างไร หากอยู่ที่หลักฐานจริง ตั้งแต่วันที่เลือกระดับประเทศ ที่เห็นชัดว่ามีนัดใส่เสื้อสีเหลือง มีโพย ลงคะแนนกลุ่มเลขเดียวซ้ำๆ กกต.ต้องไม่ประกาศรับรองผล” ผู้อำนวยการไอลอว์ ระบุ
ขณะที่การตั้งเกณฑ์ของ กกต.ตามที่ “แสวง บุญมี” เลขาฯ กกต.ระบุว่า ต้องครบองค์ประกอบความผิด จึงจะส่งเรื่องถึงศาล “ยิ่งชีพ” มองว่า กกต. เป็นองค์กรเดียวที่จะพิจารณา ถ้าส่งฟ้อง ข้อเท็จจริงจะถูกนำเสนอต่อศาลตามกระบวนการ แต่ถ้าไม่ฟ้อง ถือว่าสิ้นสุดคดี
ส่วนที่ยังถูกตั้งคำถามถึงช่องทางอื่น ในการฟ้องศาลให้การเลือก สว.เป็นโมฆะ ยิ่งชีพ มองว่า ในชั้นนี้ไม่มีหนทาง เพราะกฎหมายให้อำนาจเพียงองค์กรเดียวคือ กกต.
ดังนั้น จึงต้องรอลุ้นจนนาทีสุดท้ายว่า กกต.จะชี้ขาดคดีฮั้ว สว.ในปลายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมนี้หรือไม่
หากเลือกไม่ส่งฟ้อง ภาคประชาสังคม ที่ร่วมกับพรรคประชาชน จะเดินหน้าขับเคลื่อนต่อ เพื่อเอาผิด กกต.ตามมาตรา 157 พร้อมกับลุยยื่นแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อโละระบบการได้มาซึ่ง สว. ที่มีช่องโหว่ ให้เกิดการ “ฮั้วเลือก สว.” จนเสี่ยงกลายเป็นวิกฤติการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในคราบเผด็จการ



