วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดภารกิจ‘เลขาฯสมช.’คนใหม่ รุกรบภัยคุกคาม ปักหมุด‘ดับไฟใต้’

ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี 25 ส.ค.2569 นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้หลังเกิดเหตุถี่ยิบ

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม อาทิ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พล..ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขานุการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 

พร้อมด้วย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึง นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ช่วงหนึ่ง นายกฯอนุทิน ได้แจ้งกับ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ให้มาช่วยงานที่ทำเนียบรัฐบาล ในตำแหน่งเลขาฯสมช.คนใหม่ เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กำลังระอุอยู่ในเวลานี้

โดยก่อนหน้านี้ ในช่วงการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เมื่อ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ได้ใช้โอกาสนี้ ทาบทาม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ซึ่งไปรับนายกฯในพื้นที่

“พี่มาช่วยงานตรงนี้ไหม อาจจะมีประโยชน์มากกว่าอยู่ที่กองทัพบก”

ในขณะที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ น้อมรับคำสั่งนายกฯ แต่ขอนำเรียน และขออนุญาต “พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์” ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บังคับบัญชาให้รับทราบ และต่อมาก็ได้รับการอนุมัติจาก ผบ.ทบ.พร้อมคำพูดว่า “ขอให้ทำงานในหน้าที่ใหม่ให้เต็มที่ ให้สมที่นายกฯไว้วางใจ”

เมื่อนักข่าวถามนายกฯอนุทิน เรื่องการทาบทาม พล.อ.ชัยพฤกษ์ มานั่งเลขาฯสมช. แทน “ฉัตรชัย บางชวด” คนปัจจุบัน เจ้าตัวยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ บอกเพียงว่า

“ทุกอย่างอยู่ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้าย คนไหนที่เหมาะสมกับงานตรงไหน เราก็พยายามให้ไปอยู่ในงานที่เขาเหมาะสม และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เรื่องนี้ไม่มีอะไร”

สำหรับการจัดวางตำแหน่งครั้งนี้ ได้โยก "ฉัตรชัย บางชวด” ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 1 ปี ไปนั่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ที่จะเกษียณสิ้นเดือน ก.ย.นี้

ขณะที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือ "เสธ.ปูด้วง" ที่ฝ่ายการเมืองโยกมานั่งเลขาฯ สมช.คนใหม่ ก็เพื่อเชื่อมระหว่างกองทัพและรัฐบาลเนื่องจากเจ้าตัวมีความสัมพันธ์อันดีกับนายกฯอนุทิน อีกทั้ง ผบ.ทบ.ก็สนับสนุน 

 สำหรับโจทย์ใหญ่ของ “ว่าที่เลขาฯสมช.คนใหม่ ” จะให้ความสำคัญการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้(จชต.) เป็นลำดับแรก ตามความคาดหวังของนายกฯอนุทิน ที่ต้องการให้ควบคุมสถานการณ์ให้คงที่ เดินหน้าจับกุม ติดตาม ผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน ก็ให้เร่งปรับปรุง ด้านการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการข่าว ต้องมีประสิทธิภาพ แม่นยำ รู้ความเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อเตรียมแผนรับมือทันท่วงที

ด้านยุทธการ ดูแลความปลอดภัยประชาชน และระงับยับยั้งไม่ให้ก่อเหตุ ป้องกันความเสียหายในภาพรวม รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ ด้านเศรษฐกิจ โดยนายกฯกำชับให้การบูรณาการทํางานระหว่าง ทหาร ตํารวจ ฝ่ายปกครองให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับหมุดหมายของว่าที่เลขาฯสมช.คนใหม่ ยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ สมช. เรื่องดับไฟใต้ในปี 2570 ภายในวาระ 1 ปีที่เหลืออายุราชการอยู่ ต้องทำให้สถานการณ์เบาบางที่สุด และมีโนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่ต้องไปพิจารณาว่า จะเข้มข้นประเด็นใดบ้าง 

ควบคู่ไปกับการจัดทำยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของ สมช.ฉบับใหม่ ที่กำลังจะหมดอายุลงในปี 2570 เช่นเดียวกัน ซึ่งเลขาฯสมช.ต้องประเมินสถานการณ์ในขณะนั้นว่า จะดำรงเป้าหมายดับไฟใต้สำเร็จในปี 2570 หรือ ต้องขยายกรอบเวลาออกไป 

คนใกล้ชิด พล.อ.ชัยพฤกษ์ ระบุว่า "ภารกิจแรกของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ หลังจากรับตำแหน่ง เลขาฯ สมช. จะเคลียร์ปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทยรอบทิศ เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงอยู่ในความเตรียมพร้อมของกองทัพ ต้องไปติดตามว่ายังขาดเหลืออะไรหรือไม่ รวมถึงแนวนโยบายที่จะจัดการต้องทําอย่างไร สร้างรั้ว เจรจา สร้างความเข้มแข็ง ซึ่งต้องไปพร้อม ๆ กัน เช่นเดียวกับชายแดนไทย- เมียนมา"

“ส่วนปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ให้ความสำคัญลำดับแรก เฉพาะหน้าก่อนโดยเฉพาะการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ให้ได้ ให้สถานการณ์เบาที่สุด แม้จะไม่จบง่าย แต่ให้เห็นทิศทางที่ดีขึ้น” คนใกล้ชิด พล.อ.ชัยพฤกษ์ ระบุ

 สำหรับเส้นทางราชการ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 (ตท.26) เพื่อนร่วมรุ่น พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ ทั้ง พล.อ.พนา ผบ.ทบ. พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. รวมถึงปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ พล.อ. ศรัณย์ เพชรานนท์ รวมถึง พล.ท.วีรยุทธ์ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 รวมทั้ง “แม่ทัพกุ้ง” พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ทำงานด้านความมั่นคงมาตลอด และมีบทบาทสำคัญสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการปรับปรุง“แผนจักรพงษ์ภูวนารถ” ขณะเดียวกันในตำแหน่งเลขาธิการกอ.รมน. ได้ดูแลปัญหาชายแดนภาคใต้ และปัญหาความมั่นคงรอบด้าน

พล.อ.ชัยพฤกษ์ เติบโตจากกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ กาญจนบุรี เมื่อจบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 และนายร้อยจปร.รุ่นที่ 37 ก็ลงในตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดปืนเล็กกองร้อยอาวุธเบา ร.19 พัน 2 หลังจากทำงานในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตก (ไทย-เมียนมา) ก่อนจะย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวด กรมนักเรียนนายร้อย จปร.จากนั้นเป็นผู้หมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ชื่อปัจจุบัน กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ที่ 1) และเติบโตในหน่วยนี้ จนเป็นผู้บังคับกองร้อยสนับสนุน

หลังจบโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่น77 ได้ย้ายมาเป็น ฝ่ายเสนาธิการประจำกรมยุทธการทหารบก จนเป็นผู้อำนวยการกองยุทธการฯ และ ผอ.กองสำนักนโยบายและแผน และ ผอ.กองการฝึก บก.ทบ.

ในห้วงที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสบปัญหาโควิด-19 ระบาด และได้รับผลกระทบจากการสู้รบรัสเซีย-ยูเครน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาฯสมช.ในขณะนั้น ได้ดึง พล.อ.ชัยพฤกษ์ มาช่วยงาน สมช.จนสถานการณ์ลุล่วงไปด้วยดี

ต่อมา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ขยับเป็นรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก และเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก และเป็นรอง เสธ.ทบ. ก่อนขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก ควบตำแหน่งเลขาธิการกอ.รมน.ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นที่รู้จักมากขึ้นในหน้าสื่อ จากการตอบโต้กัมพูชาในการปะทะรอบ 2 โดยยืนยันเป้าหมายของกองทัพบกด้วยวาทะ “จะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา” จนทำให้ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ถึงกับของขึ้น

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีการโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อ 22 ก.ค.2569 ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ระบุว่า “คนที่ทำ ใครจะช่วยเหลือไว้ก็แล้วแต่ ประเทศไหนจะช่วยเหลือก็แล้วแต่ เราจะตามล่าเขาไป ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว”

ดังนั้นคงต้องจับตาบทบาทใหม่ของ “พล.อ.ชัยพฤกษ์” ในฐานะ เลขาฯ สมช.สาย“ปะฉะดะ” ที่ต้องรับมือภัยคุกคามชายแดนไทยรอบทิศ และหมุดหมายสำคัญคือ การดับไฟใต้ให้ได้ปี 2570 หรือทำให้สถานการณ์เบาบางที่สุด