เป็นทางการ! ป.ป.ช.มีมติรับไต่สวนคดีพิเศษอีก 1 สำนวน ปมโกงสอบท้องถิ่นพัทยา ปี 64 พบเครือข่าย-หลักฐานมัดโยงเป็นขบวนการถึงทุจริตสอบ สถ.ปี 68 รวมผู้ถูกกล่าวหา 6,012 ราย
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงข่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยกล่าวว่า ความคืบหน้าดำเนินการไต่สวน กรณีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 หรือที่เรียกว่า “โกงสอบท้องถิ่น” ของ สถ. โดย ป.ป.ช.รับเป็นคดีพิเศษ รับไว้ไต่สวน 2 ประเด็นหลักคือ กรณีมีการกล่าวหา เจ้าหน้าที่และผู้บริหารของกรม สถ.เข้าไปทุจริตในการสอบแข่งขันข้าราชการในปี 2568 กรณีแรกเรื่องการล็อคสเปก กำหนด TOR เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาเข้าไปดำเนินการรายหนึ่งรายใด โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือที่เรียกว่า ล็อคสเปก เป็นความผิดฐานฮั้ว ประการที่สอง การทุจริตแอบอ้างและเรียกรับกรณีมีการสอบบรรจุบุคคลเข้าเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น
รองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.สืบเนื่องจากเรื่องนี้ หลังรับไว้เป็นคดีพิเศษ ปรากฏว่า มีการไต่สวนพยานสำคัญพาดพิงถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นเครือข่าย และที่สำคัญคือได้ตรวจสอบทางเทคนิคในส่วนของพยานวัตถุที่ยึดได้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จากการตรวจสอบ และลงไต่สวน ขณะนี้ทาง ป.ป.ช.ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน เราได้ประสานทาง ปปง. และธนาคาร เพื่อขอข้อมูลในส่วนของเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งระบบ
นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการลงพื้นที่ขณะนี้ ได้แบ่งเจ้าหน้าที่ไต่สวนลงไปดำเนินการในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นดำเนินการช่วงนี้คือ เราต้องดำเนินการเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง บุคคลใดเป็นเหยื่อ บุคคลใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจน เพื่อการวินิจฉัยในอนาคต ในส่วนนี้ค่อนข้างใช้เวลามากเสียหน่อย เพราะผู้เกี่ยวข้องมีมากกว่า 6 พันราย
นายเกียรติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ระหว่างดำเนินการ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เราได้วิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ยึดได้ครั้งก่อน ในไฟล์เอกสารมีบัญชีรายชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีเครือข่ายที่ตรงกับปี 2568 โดยเฉพาะรายชื่อและเครือข่ายเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับการสรรหาพนักงานเทศบาลข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี 2564 จากหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เครือข่ายนี้ทำงานเป็นขบวนการหลายปีต่อเนื่องกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้ไต่สวน และรับคดีปี 2564 เป็นคดีพิเศษ และรับไว้ดำเนินการเช่นเดียวกัน
ล่าสุด สำนักงาน ป.ป.ช.เผยแพร่เอกสารข่าว (Press Release) ถึงเรื่องนี้ว่า การดำเนินการไต่สวนกรณีทุจริตดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในการประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการพลเรือนหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ประจำปี 2568
โดยกำหนดเงื่อนไขขอบเขตของงานเอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคารายหนึ่งรายใดได้เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดได้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรมหรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม และมีการแอบอ้างเรียกรับเงินในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อปี พ.ศ. 2568 คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (สกถ.) ได้มีประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยรับสมัครสอบแข่งขัน เป็นกลุ่มภาค/เขต จำนวน 10 เขต ระหว่างวันที่ 7 - 28 มีนาคม 2568 จำนวน 105 ตำแหน่ง ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน จำนวน 28 ตำแหน่ง 3,817 อัตรา ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ จำนวน 44 ตำแหน่ง 3,058 อัตรา ประเภทครูผู้ช่วย จำนวน 33 ตำแหน่ง 1,673 อัตรา รวม 8,548 อัตรา โดยมีผู้สมัครที่มีสิทธิสอบทั้งสิ้น 438,277 คน
ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) มีผู้สอบแข่งขันที่ขึ้นบัญชี จำนวน 55,194 ราย มีการเรียก ครั้งที่ 1 - 3 เรียกบุคคล เพื่อบรรจุเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นแล้ว จำนวน 15,520 ราย โดยรวมที่จะเรียกบรรจุในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ด้วยแล้ว คงเหลือในบัญชี จำนวน 39,674 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569)
ภายหลังจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวแล้ว พนักงานไต่สวนได้สอบปากคำผู้ร้อง และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบหลักฐานสำคัญว่ามีพยานรายหนึ่งได้ให้การพาดพิงถึงเครือข่ายของนายพิชิต ทั้งพรม (เอ) ที่ประกาศหาผู้สมัครสอบที่ยินดีจ่ายเงินแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยส่งข้อมูลชื่อผู้สมัครให้ตัวแทนและนายหน้าทั่วประเทศ
ตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจน เช่น กรณีของ นายภีมศรันย์ อุบลแก้วศิริ อดีตลูกจ้างกองช่าง เทศบาลเมืองบางแม่นาง ที่สมัครสอบวิศวกรโยธา ศูนย์สอบภาคกลาง เขต 1 โดยสอบได้ลำดับที่ 1 ด้วยคะแนนสูงผิดปกติมากกว่า 90 คะแนนเต็ม 100 คะแนน และ นายกฤตธนา รักแจ้ง อดีตลูกจ้างในสังกัดเดียวกัน ซึ่งสอบได้เป็นลำดับที่ 3 โดยปัจจุบันบุคคลทั้งสองได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการที่เทศบาลเมืองบางรักพัฒนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พยานสำคัญอีกรายได้ให้การชี้เบาะแสว่า มีขบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้สมัครสอบเพื่อให้ตรงกับคะแนนสอบที่มีการประกาศล่วงหน้า โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สำนักงาน ป.ป.ช. จึงได้เข้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหว และขยายผลโดยการยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อขอออกหมายค้น และศาลได้อนุมัติหมายค้นที่ 618/2569 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569
ซึ่งผลการตรวจค้นบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด พบตัวบุคคลอยู่ในบริษัทจำนวน 11 ราย จึงได้เชิญมาให้ถ้อยคำ พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์จำนวน 13 เครื่อง กระดาษคำตอบ แฟลชไดรฟ์ และอุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก (External Hard Drive) เป็นของกลาง เพื่อนำมาพิสูจน์หลักฐาน นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ยังได้รับส่งมอบแฟลชไดรฟ์ข้อมูลดิบจากผู้บริหารสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) รวมถึงกระดาษคำตอบฉบับจริงจากโรงพิมพ์จันวานิช เพื่อนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบหาความผิดปกติในการแก้ไขคะแนน
นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดได้จากบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด เจ้าหน้าที่ตรวจพบไฟล์เอกสาร บัญชีรายชื่อ หมายเลขประจำตัวสอบ และรายชื่อเครือข่ายนายหน้าที่มีรูปแบบตรงกันกับพฤติการณ์ในการสรรหาเป็นพนักงานเทศบาล ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี พ.ศ. 2564 อีกด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าเครือข่ายนี้ทำงานอย่างเป็นกระบวนการมาต่อเนื่องนานหลายปี
เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานข้างต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยมีมติรับไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ รวมผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,012 ราย ซึ่งปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ช. อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวนและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการส่งพนักงานไต่สวน ลงพื้นที่สอบปากคำผู้เข้าสอบเพื่อขยายผลไปยังกลุ่มนายหน้า ส่งหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์ และประสานงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินในเชิงลึก รวมถึงให้เจ้าหน้าที่สืบสวนทำการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ไฟล์กระดาษคำตอบที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. จะดำเนินการรวบรวมหลักฐานเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนสอบของผู้เข้าสอบรายบุคคล รวบรวมหลักฐานเส้นทางการเงินและเครือข่ายนายหน้าเพื่อส่งมอบให้ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด และประสานขอหลักฐานธุรกรรมการชำระเงินแทนกันเป็นกลุ่มจากธนาคารกรุงไทยเพื่อระบุผู้มีส่วนร่วมเพิ่มเติมต่อไป



