ผ่าเงื่อนปมร้อน “อุโมงค์บึงหนองบอน” 9.5 พันล้านบาท กังขากระบวนการ “กรมบัญชีกลาง” ผ่าน 2 เดือน ยังไม่เพิกถอน “เอกชน” ผู้ชนะ แต่ขาดคุณสมบัติประมูลงานจ้าง วัดฝีมือผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” กล้าดำเนินการหรือไม่
ความคืบหน้าล่าสุดในการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอน ถึงคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสี่ วงเงิน 9,561 ล้านบาท ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังจากถูกตั้งข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะกรณีบริษัทเอกชนที่ประมูลโครงการ และเสนอราคาต่ำสุด อาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ เนื่องจากส่อมีปัญหาทางฐานะการเงิน จนถึงขั้นยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางนั้น
โดยโครงการดังกล่าวกิจการร่วมค้า NC-NB ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด เสนอราคาต่ำสุดที่วงเงิน 9,518 ล้านบาท ทำให้เป็นผู้ชนะการประมูล ทั้งที่ NWR อยู่ในสถานะยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง
ขณะเดียวกัน เมื่อ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ได้รับแจ้งจากกรมบัญชีกลางว่า กรมฯกำลังดำเนินการเพิกถอน NWR ออกจากบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้างภาครัฐ ถึงแม้บริษัทฯจะยื่นซองราคาก่อนวันประกาศเพิกถอนก็ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ เพราะ TOR ได้ระบุไว้ชัดเจน คุณสมบัติของผู้ชนะต้องอยู่จนถึงวันลงนาม
ส่งผลให้กรณีข้างต้น บริษัทฯจะถูกปรับตกคุณสมบัติ กทม. สามารถเรียกผู้ผ่านคุณสมบัติรายต่อไปมาต่อรองราคา และ กทม. สามารถคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการทำงาน โดยรอประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมบัญชีกลางเร็ว ๆ นี้
กระทั่งล่าสุด 20 ส.ค.ที่ผ่านมา เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการ “ตรวจสอบเบื้องต้น” จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียบร้อยแล้ว โดยนิตรา เพิ่มทรัพย์ ลิ้มกาญจนาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต มอบหมายให้กฤตชัย พรมวัน ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเฝ้าระวังและป้องปรามการทุจริต และเจ้าหน้าที่สำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ลงพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามการดำเนินโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่ได้เฝ้าระวังและติดตามโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีราคากลางจำนวน 9,561,000,000 บาท ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาผู้รับจ้าง
ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่ได้รับฟังข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบความคืบหน้า ขั้นตอนการดำเนินงาน และประเด็นที่ควรเฝ้าระวังในกระบวนการดำเนินโครงการ และภายหลังการรับฟังข้อมูล คณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่บริเวณบึงหนองบอน พื้นที่ที่จะดำเนินโครงการ เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่และติดตามข้อมูลประกอบการเฝ้าระวังให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ อันจะนำไปใช้ประกอบการติดตามการดำเนินโครงการในระยะต่อไป
อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงประการสำคัญที่ชัดเจนขณะนี้คือ 1.เอกชน NWR ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้า NC-NB ผู้ชนะการประมูลโครงการอุโมงค์บึงหนองบอนฯ วงเงินกว่า 9.5 พันล้านบาทนั้น อาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ เนื่องจากส่อมีปัญหาทางฐานะการเงิน จนถึงขั้นยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง
2.ชัชชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ และส่งเรื่องนี้ไปยังกรมบัญชีกลางแล้ว กระทั่ง 6 ส.ค.ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลาง ตอบกลับมาว่า อยู่ระหว่างการเพิกถอน NWR ออกจากบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้างภาครัฐ แม้ว่าเอกชนจะยื่นซองก่อนวันประกาศเพิกถอน ก็ไม่สามารถลงนามสัญญาได้ เพราะ TOR ระบุไว้ชัดเจนว่า คุณสมบัติต้องอยู่จนถึงวันลงนาม
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ เรื่องนี้ผ่านมาราว 2 เดือนแล้ว “กรมบัญชีกลาง” ในฐานะ “แม่งาน” ดูแลตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเอกชนที่มาประมูลงานรัฐ เพิกถอน NWR จากการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างกับกรมบัญชีกลาง ที่หมดคำขอส่งติดตามตั้งแต่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง กค 0433.3/ว 225 ลงวันที่ 2 เม.ย. 2569 แล้วหรือไม่
ทั้งนี้เอกชนผู้เชี่ยวชาญการประมูลงานก่อสร้างภาครัฐหลายแห่ง วิเคราะห์ตรงกันว่า NWR ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงถูกเพิกถอนทะเบียน “สาขางานก่อสร้างชลประทาน ชั้นพิเศษ” อยู่ในระดับสูงมาก ทว่า ณ วันที่ 25 ส.ค. 2569 ยังไม่ควรพูดว่า NWR ถูกเพิกถอนแล้ว เพราะข้อมูลล่าสุดระบุว่ายังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง
ประเด็นสำคัญคือ
1.ตัวเลขของ NWR ไม่ใช่แค่ “กำไรขาดทุน” แต่ทุนสุทธิติดลบจริง จากเอกสารที่ NWR เปิดเผยผ่าน ก.ล.ต. สำหรับงบการเงินสิ้นปี 2568 ระบุว่า กลุ่มบริษัทมีผลขาดทุนเกินทุน 2,952 ล้านบาท และที่สำคัญ เมื่อดูงบเฉพาะกิจการของ NWR เอง มีผลขาดทุนเกินทุนถึงประมาณ 3,403 ล้านบาท มีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนเฉพาะบริษัทประมาณ 3,971 ล้านบาท และขาดทุนสะสมเฉพาะบริษัทประมาณ 7,090 ล้านบาท
จุดนี้สำคัญมาก เพราะแม้จะไม่ใช้งบรวมของกลุ่มบริษัท แต่ตัวบริษัท NWR เองก็มีส่วนทุนเป็นลบ ดังนั้นจึงยากที่จะอธิบายว่า Net Worth ติดลบเกิดจากบริษัทย่อยเท่านั้น
ขณะที่ผลประกอบการล่าสุดไตรมาส 2/2569 ก็ยังไม่ได้แสดงภาพการฟื้นตัว โดย NWR ขาดทุนสุทธิอีกประมาณ 485.57 ล้านบาทในไตรมาส 2 และขาดทุนสะสมในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 ประมาณ 563.36 ล้านบาท พร้อมกับผู้สอบบัญชีระบุความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานต่อเนื่อง
2.เทียบกับเกณฑ์ “ชลประทาน ชั้นพิเศษ” โดยประกาศหลักเกณฑ์ผู้ประกอบการงานก่อสร้างกำหนดสาขาชลประทานไว้ดังนี้ คุณสมบัติ ชลประทาน ชั้นพิเศษ สถานการณ์ NWR วงเงินรับงาน ไม่จำกัด ชั้นพิเศษเดิม ทุนชำระแล้ว มากกว่าหรือเท่ากับ 300 ล้านบาท ต้องตรวจสถานะปัจจุบัน วงเงินสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 300 ล้านบาท ต้องตรวจหนังสือสินเชื่อ Net Worth ต้องเป็นบวก ติดลบ สำหรับผลงาน 1 โครงการ มากกว่าหรือเท่ากับ 250 ล้านบาท โดยประวัติมีผลงานจำนวนมาก ส่วนผลงานรวม มากกว่าหรือเท่ากับ 500 ล้านบาท โดยประวัติมีผลงานจำนวนมาก
ขณะที่ประกาศดังกล่าวระบุชัดเจนว่า Net Worth ของชั้นพิเศษต้อง “มีค่าเป็น +” และข้อกำหนดเดียวกันนี้ใช้กับชั้น 1 ถึงชั้น 6 ด้วย กล่าวคือ ทุกระดับของสาขาชลประทานต้องมี Net Worth เป็นบวก ดังนั้นปัญหาของ NWR ไม่สามารถแก้โดยพูดว่า “ถ้าไม่ผ่านชั้นพิเศษก็ลดลงเป็นชั้น 1” เพราะชั้น 1 ก็ต้อง Net Worth เป็นบวก เช่นเดียวกับชั้น 2–6 นี่คือจุดที่ทำให้กรณี NWR หนักกว่าผู้รับเหมาที่เพียงแค่ทุนหรือวงเงินสินเชื่อไม่พอสำหรับชั้นพิเศษ
3. มีความเสี่ยงจาก “2 เหตุ” พร้อมกัน โดยในกรณี NWR เห็นความเสี่ยงแยกออกเป็น 2 ฐานที่เป็นอิสระจากกัน แบ่งเป็นฐานแรก คุณสมบัติทางการเงินไม่ผ่าน ทั้งนี้กฎกระทรวงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 กำหนดให้กรมบัญชีกลางตรวจติดตามผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ทุก 3 ปี และหากตรวจพบว่าไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด กรมบัญชีกลางมีอำนาจดำเนินการ เพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนผู้ประกอบการ สำหรับ NWR ถ้าใช้ตัวเลขงบเฉพาะกิจการปี 2568 ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ซึ่งทุนสุทธิติดลบประมาณ 3.4 พันล้านบาท มาเป็นฐานพิจารณา ก็เห็นปัญหากับเงื่อนไข Net Worth > 0 โดยตรง
ฐานที่สอง ไม่ได้ยื่นคำขอตรวจติดตามตามกำหนด โดยหนังสือกรมบัญชีกลาง กค 0433.3/ว 225 ลงวันที่ 2 เม.ย. 2569 กำหนดกรอบการยื่นคำขอตรวจติดตาม และระบุว่า หากผู้ประกอบการไม่ยื่นเอกสารหลักฐานภายในกำหนด กรมบัญชีกลางจะดำเนินการเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียน มีรายงานล่าสุดโดยอ้างคำตอบจากอธิบดีกรมบัญชีกลางว่า NWR ไม่ได้ยื่นคำขอตรวจติดตามภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 และอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอน นี่จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะแม้ NWR จะโต้แย้งเรื่องวิธีคำนวณ Net Worth ได้ สมมติว่าเกิดข้อถกเถียงขึ้น ก็ยังมีประเด็นเรื่อง ไม่ยื่นตรวจติดตามภายในกำหนดเวลา แยกต่างหากอีกชั้นหนึ่ง
4.แล้วทำไมวันนี้ NWR ยังถือว่าเป็น “ชั้นพิเศษ”? ตรงนี้เป็นความแตกต่างระหว่าง “ขาดคุณสมบัติในข้อเท็จจริง” กับ “สถานะทางทะเบียน” โดยวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ กทม.ชี้แจงต่อกรรมาธิการฯว่า ได้สอบถามกรมบัญชีกลาง และได้รับความเห็นเบื้องต้นว่า แม้บริษัทจะมีส่วนทุนติดลบ แต่เนื่องจาก ใบรับรองการขึ้นทะเบียนชั้นพิเศษยังไม่ได้ถูกยกเลิก จึงยังมีผลอยู่ในขณะนั้น ขณะเดียวกันมีรายงานจากอธิบดีกรมบัญชีกลางว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอน
5.ส่วนโอกาสที่จะถูกเพิกถอนนั้น มีการประเมินความเสี่ยงว่า Net Worth ติดลบ สูงมาก ลดชั้นเพื่อแก้ปัญหา แทบไม่ช่วย เพราะทุกชั้นต้อง Net Worth + ไม่ยื่นตรวจติดตามภายในกำหนดสูงมาก หากข้อเท็จจริงยืนยันอยู่ในกระบวนการขอฟื้นฟูกิจการ เพิ่มความเสี่ยงด้านฐานะการเงิน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกับถูกพิพากษาล้มละลาย ถูกเพิกถอนทะเบียนแล้วหรือยัง ไม่พบคำสั่งสุดท้าย ณ 25 ส.ค. 2569 โอกาสคงชั้นพิเศษ หากไม่แก้ Net Worth ต่ำมาก
ดังนั้น หากกรมบัญชีกลางดำเนินการตรวจติดตามตามหลักเกณฑ์ตรงไปตรงมา และ NWR ไม่สามารถนำหลักฐานใหม่ที่ทำให้ Net Worth กลับมาเป็นบวกมาใช้ได้ก่อนการวินิจฉัย กรณีนี้มีเหตุรองรับการเพิกถอนทะเบียนค่อนข้างชัด และไม่ได้เป็นเพียง “ปรับลดจากชั้นพิเศษเป็นชั้น 1” เพราะปัญหา Net Worth กระทบ ทุกชั้นของสาขาชลประทาน
6. ผลต่อโครงการอุโมงค์บึงหนองบอน 9,561 ล้านบาท ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ TOR ของโครงการกำหนดให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องเป็นผู้ประกอบการงานก่อสร้าง สาขาชลประทานไม่น้อยกว่าชั้นพิเศษ และกิจการร่วมค้า NC–NB ซึ่งมี NWR เป็นแกนนำเสนอราคาต่ำสุดประมาณ 9,518 ล้านบาท
ถ้ากรมบัญชีกลางมีคำสั่ง เพิกถอน NWR ก่อน กทม.ลงนามสัญญา ผมเห็นว่าจะเกิดคำถามทางกฎหมายที่หนักมากว่า NC–NB ยังรักษาคุณสมบัติตาม TOR ได้หรือไม่ และ กทม.จำเป็นต้องตรวจคุณสมบัติใหม่ก่อนลงนามหรือไม่ แต่ถ้ายังไม่มีคำสั่งเพิกถอน ในทางทะเบียน ณ เวลานั้น NWR ยังปรากฏเป็นชั้นพิเศษ นี่คือเหตุผลที่ กทม.ยังไม่ได้ตัดสิทธิทันทีตามคำชี้แจงล่าสุดของผู้ว่าฯ กทม. อย่างไรก็ดีอีกเรื่องที่ควรแยกคือ การเพิกถอนทะเบียนผู้รับเหมาไม่ได้ทำให้สัญญาเดิมที่ลงนามไปแล้วเป็นโมฆะอัตโนมัติทุกสัญญา ต้องตรวจเงื่อนไขสัญญา เหตุบอกเลิกสัญญา และสถานะของแต่ละโครงการแยกกัน
เพราะฉะนั้นกรณี NWR สาขาชลประทาน ชั้นพิเศษ ตอนนี้มี “สัญญาณแดง” ถึงสองชั้นพร้อมกัน คือ Net Worth ติดลบอย่างมีนัยสำคัญ และมีรายงานว่าไม่ได้ยื่นตรวจติดตามภายในกำหนด ขณะที่กฎปี 2569 ให้อำนาจกรมบัญชีกลางเพิกถอนเมื่อผลการตรวจพบว่าขาดคุณสมบัติ
คำถามประการสำคัญคือ “กรมบัญชีกลาง” ดำเนินการ “เพิกถอน” NWR แล้วหรือยัง ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนไหน ทั้งที่เรื่องนี้ผ่านมากว่า 2 เดือนแล้ว และทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างวงเงินเฉียดหมื่นล้านบาท ยังคาราคาซังอยู่จนถึงวันนี้
ล่าสุด มีรายงานว่าเมื่อ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลาง ออกประกาศเพิกถอนขึ้นทะเบียนงานก่อสร้างโดยการทิ้งงานเพียงแค่ 1 บริษัท น่าสังเกตว่าในเดือน ส.ค.นี้ กรมบัญชีกลางไม่หยิบเรื่องของ NWR เข้ามาพิจารณาด้วย เป็นการดึงเรื่องยาวออกไปจนกว่าศาลล้มละลายกลาง จะประกาศผลการฟื้นฟูในวันที่ 8 ก.ย.นี้หรือไม่
หากสุดท้าย NWR ได้รับการฟื้นฟู โดยทั่วไปเจ้าหนี้คือธนาคาร จะสามารถไปอ้างประกาศกรมบัญชีกลาง ว124 เปิดช่องให้เอกชนที่เข้ากระบวนการฟื้นฟู สามารถประมูลงานของรัฐได้ กรมบัญชีกลางจะดึงเรื่องเพิกถอน NWR ออกไป โดยให้เหตุผลว่าต้องพิจารณาทุกชั้นบริษัทในคราวเดียวกันจึงต้องใช้เวลา ทำให้ ณ ขณะนี้ NWR ในฐานะกิจการร่วมค้า NC-NB สามารถลงนามในสัญญาอุโมงค์ กทม. 9.5 พันล้านบาทได้ เพราะในระบบยังไม่มีประกาศเพิกถอน แถมยังมีประกาศกรมบัญชีกลาง ว124 รองรับอยู่
ด้วยช่องโหว่เหล่านี้ อาจกำลังทำให้โครงการ “อุโมงค์ กทม.” วงเงินเฉียดหมื่นล้านบาท ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน กำลังสุ่มเสี่ยง ตกอยู่ในสถานะถูกตรวจสอบอย่างหนัก
จึงต้องวัดใจ “ชัชชาติ” ในฐานะผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 จะกล้าฟันธง ดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่



