วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

รื้อระบบ‘ข่าว-งบ-คน’คุมไฟใต้ ‘51 เหตุป่วนใต้’ รัฐปรับทิศทาง

แม้“รัฐ”จะทำทุกวิถีทาง ก็มิอาจคุมสภาพพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ผู้ก่อความไม่สงบเกิดความ“ย่ามใจ” จะก่อเหตุเมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อทำให้อำนาจรัฐไทยขาดความเชื่อมั่น ไม่สามารถคุ้มครองพื้นที่ปลายด้ามขวานนี้ได้ตลอดเวลา

ตั้งแต่การเดินหน้าพูดคุยสันติสุข แม้ปัจจุบันถูกชะลอไป เนื่องจากเหตุการณ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 22 ก.ค.2569 ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย 

ขณะเดียวกัน การตั้งคณะผู้แทนพิเศษเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ซึ่งมี “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะ ยังคงให้น้ำหนักในการสร้างสันติสุข และสานต่อกระบวนการพูดคุย โดยอาศัยความร่วมมือจาก “มาเลเซีย” เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

 ในระดับหน่วยอำนวยการ รับภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย ยังเป็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. โดยมี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า บูรณาการภารกิจในพื้นที่ แม้มีการเปลี่ยนตัว แม่ทัพภาคที่4 ดึงคนนอกพื้นที่ อย่าง “พล.ท.นรธิป โพยนอก” เข้ามา ก็ดูเหมือนไม่ช่วยอะไร

 กลุ่มโลจิสติกส์จุดอ่อนสำคัญ

โจทย์ที่ยากไม่แพ้การติดตามกลุ่มมืออาชีพ คือการสกัด “กลุ่มสนับสนุน” หรือที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า “กลุ่มโลจิสติกส์” ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการก่อเหตุ ที่ไม่ต้องอาศัยความชำนาญ หรือทักษะอะไรมากนัก ตั้งแต่การเผา การดูต้นทาง การขโมยรถ การสำรวจเส้นทางหลบหนี ไปจนถึงการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 

วัดได้จากเหตุป่วน 3 จชต.โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เมื่อช่วงค่ำวันที่ 22 ส.ค.2569 เวลา 20.00 น. สิ้นสุดก่อนเที่ยงคืน รวม 51 เหตุการณ์ จ.นราธิวาส 22 เหตุการณ์ จ.ปัตตานี 11 เหตุการณ์ จ.ยะลา 18 เหตุการณ์ มีทั้งเผาสถานที่ราชการ ร้านสะดวกซื้อ ทำลายระบบรางรถไฟ เสาสัญญาณโทรศัพท์

ต่อเนื่องวันที่ 23 ส.ค. เวลา 21.10 น. คนร้ายวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง หมู่ที่ 3 ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

พล.ท.นรธิป แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ หวังเรียกความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่รัฐให้หวนคืนมา พร้อมสั่งการให้ซ่อมแซม สาธารณูปโภคพื้นฐานที่ถูกโจมตีกลับมาใช้งานโดยเร็ว ลดผลกระทบมีต่อประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับคำสั่งการให้เร่งติดตามผู้ก่อเหตุทั้งหมดมาลงโทษ 

แต่ปัญหาอยู่ที่ “กลุ่มโลจิสติกส์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นมือเป็นไม้ มีเป็นขโยง จับกันไม่จบสิ้น จับกลุ่มนี้ได้ ก็ยังมีมาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย เพราะเครือข่ายดังกล่าวมีการทดแทนกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยอุดมการณ์ที่ปลูกฝังกันมายาวนาน 

+ ทุ่มงบทุ่มกำลัง คำถามศักยภาพรัฐ

 ขณะที่“กลุ่มมืออาชีพ” เป็นอีกระดับของเครือข่ายที่ต้องอาศัยความชำนาญ เชี่ยวชาญการใช้อาวุธ เช่น การโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ นราธิวาส ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย 

มีรายงานว่า ผู้ก่อเหตุบางส่วนหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน บางส่วนหลบหนีเข้าป่า เจ้าหน้าที่จึงต้องปูพรมค้นหาพื้นที่ภูเขา 2 ลูก ซึ่งมีขนาดกว้าง และยังค้นหาได้ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของพื้นที่

 50 หน่วยงาน กำลังหลายหมื่นนาย และงบประมาณมหาศาลที่ทุ่มไปกับการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ไม่มีแนวโน้มสถานการณ์จะดีขึ้น ในทางกลับกัน การก่อเหตุเกิดขึ้นต่อเนื่อง กำลังถูกตั้งคำถามถึงศักยภาพของรัฐ โดยเฉพาะงานด้าน“การข่าว” ที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างว่าไร้ประสิทธิภาพ

กับหน่วยข่าวเดิมๆ ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป แม้ มทภ.4 ระบุถึงงานด้านการข่าว หลังลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุหลายจุด ใน 3 จ.ชายแดนใต้

“เหตุป่วนใต้คืน 22 ส.ค. การข่าวแจ้งเตือนล่วงหน้ามาเป็นเดือนแล้ว ว่าจะมีก่อเหตุลักษณะนี้ โดยเฉพาะกับเสาไฟฟ้าแรงสูง เสาสัญญาณโทรศัพท์ แต่เราไม่รู้ว่าวันไหน” มทภ.4 ยอมรับ

+ ข้อเสนอรื้อหน่วยข่าว ไม่เป็นผล

ทว่า เคยมีข้อเสนอของหน่วยความมั่นคง ให้รื้อหน่วยข่าวเดิม เปลี่ยนหน่วยข่าวใหม่ๆ โดยชี้วัดกันที่ประสิทธิภาพงานด้านการข่าว แต่ละเดือน ข่าวที่ส่งมาเข้าเป้ามากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็ไปโดนคนของ “เพื่อนพ้องน้องพี่” อีกทั้งยังเกี่ยวข้องงบประมาณที่ได้รับ ไม่มีใครกล้าดำเนินการ เพราะกังวลจะเกิดปัญหา

สอดรับกับ พล..พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เน้นย้ำงานการข่าวทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ ต้องแม่นยำ ทันเวลา และสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชน การดำเนินการต้องยึดถือความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ เพิ่มบทบาทให้สำนักอำนวยการ กอ.รมน.เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

ด้าน พล..วินธัย วารีสุ โฆษกกองทัพบก ระบุว่า อาจต้องเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านการข่าว โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ แต่ยืนยันว่า งานด้านการข่าวไม่ถึงกับล้มเหลว

"การก่อเหตุในลักษณะอย่างนี้ ก็อาจเป็นไปได้ว่า จะต้องเพิ่มการข่าวในระดับเหตุการณ์เล็ก ๆ ซึ่งการทำงานของหน่วยข่าว มีลักษณะสอดประสานกัน ข้อมูลทางด้านการข่าวถือว่ามีประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า"ประชาคมข่าว" เพราะจะเห็นการบูรณาการทางด้านการข่าวมากที่สุด และเชื่อว่า ไม่น่าจะใช่ระบบการข่าวสั่นคลอน ซึ่งเรียกว่า แยกกันทำ แต่รวมกันคิด พร้อมยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้ได้ทั้งหมดจากงานทางด้านการข่าว"

" ยืนยันว่า งานด้านการข่าวไม่ได้ล้มเหลว ซึ่งความพยายามของผู้ก่อเหตุมีค่อนข้างสูง เพราะรู้ว่า คำถามเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้แนวทางการแก้ไขปัญหาเข้าทางฝ่ายตรงข้าม" โฆษก ทบ.ระบุ

+ โจทย์หลัก ต้องรู้การเคลื่อนไหว-แผน

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า งานการข่าวมีความสำคัญมาก และมีวงเงินงบประมาณที่สนับสนุนค่อนข้างสูง และได้รวมศูนย์งานการข่าวไว้ที่ มทภ.4 ซึ่งการข่าวที่ผ่านมา เป็นฐานข้อมูลที่ไม่ชัดเจน

เนื่องจากโจทย์หลักที่ “กองทัพบก”ต้องการได้คือ การเคลื่อนไหวและแผนปฏิบัติของกองกำลังผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่ง พล.อ.พนา พยายามปรับแก้จุดอ่อน แต่ก็ยังติดปัญหาหลายประการ

ฟากรัฐบาล รองนายกฯ“สีหศักดิ์" ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าเป็นห่วง เราต้องยอมรับความจริง เรื่องของการข่าว ทราบว่า เราก็รู้ล่วงหน้าในเรื่องของการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นนี้ ต่อไปเราต้องมาดูว่า จะดำเนินการให้ทันท่วงทีอย่างไร คิดว่าต้องมาประเมินสถานการณ์ ผู้ก่อเหตุครั้งนี้เป็นใคร และต้องมาดู การเตรียมพร้อมของเรา ให้รัดกุมยิ่งขึ้นในทุกจุด

+รัฐบาล-กองทัพกำลังงมโข่งหรือไม่

สะท้อน “รัฐบาล-กองทัพ” กำลังงมโข่งหรือไม่ ด้วยสภาพปัญหาที่ซับซ้อนหมักหมม ทั้งผลประโยชน์ ผู้มีอิทธิพล ธุรกิจสีดำ สีเทา กลายเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนกลุ่มขบวนการ จนแยกกันแทบไม่ออก

ตลอดจนถึงการประเมินสถานการณ์ในอดีตตามยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ปี 70 ต้องเตรียมส่งคืนพื้นที่ให้ฝ่ายปกครอง และพลเรือนในการดูแลพื้นที่ ทำให้ถอนคนที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่มายาวนาน เพราะเชื่อว่าไม่น่าจะมีอะไร เมื่อไม่เป็นไปตามที่คาด งานด้านการข่าวเชื่อมต่อกันยาก เพราะต้องใช้เวลา

ซ้ำเติมงบประมาณด้านกำลังพลถูกตัด ส่งผลให้แนวทางการวางกำลังคนในพื้นที่ 3 จชต. มีข้อจำกัด ให้ต้องชะลอการบรรจุกำลังพลทดแทน

สวนทางกับกลุ่มขบวนการเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ มีการวางแผน ส่งกำลังบำรุง ตัดตอนเป็นทอดๆ ด้านฝ่ายความมั่นคง ทราบเรื่องเหล่านี้ แต่ยังไม่รู้จะแยกปลาออกจากน้ำด้วยวิธีใด แม้“รัฐไทย”จะมีศักยภาพที่เหนือกว่าแต่ตกอยู่ในสภาพตั้งรับด้วยข้อจำกัดหลายประการ

+ สมช.ชี้ "ไม่ใช่บีอาร์เอ็นอย่างเดียว"

 ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยหลังร่วมประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มีนายกฯอนุทินเป็นประธานว่า ได้มีการประเมินสถานการณ์ภาคใต้ โดย กองทัพภาคที่ 4 และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงขับเคลื่อนภารกิจและพิสูจน์ทราบกลุ่มผู้ก่อเหตุ

เลขาธิการ สมช.มองว่า เหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และที่ผ่านมาเกิดเหตุในหลายพื้นที่ โดยการก่อเหตุระลอกนี้อาจเป็นการตอบโต้หรือแสดงสัญลักษณ์ต่อการปฏิบัติการของภาครัฐที่เข้มข้นขึ้น การประเมินจำนวนเหตุการณ์ต้องพิจารณาถึงระดับความรุนแรงและลักษณะของเหตุ ไม่สามารถนำเหตุย่อยทุกกรณีมานับเป็นเหตุการณ์ใหญ่ทั้งหมดได้

 ที่น่าสนใจคือ เลขาธิการ สมช. ไม่มองว่าการก่อเหตุทั้งหมดจะต้องเป็นฝีมือของกลุ่ม BRN โดยตรง แต่เห็นว่าอาจเป็น “เรื่องผสมผสาน” และมี “ภัยแทรกซ้อน” เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอาชญากรรมและกิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่

 สำหรับการรับมือจากนี้ เลขาธิการ สมช. ระบุว่า ต้องเดินหน้า 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ การข่าว ขีดความสามารถในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ การควบคุมชายแดน พร้อมยกระดับการบูรณาการระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน

ท้ายที่สุด ฉัตรชัยมองว่า ทหารยังมีความเข้มแข็งและทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ แต่ความเข้มข้นของการปฏิบัติการภาครัฐอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามพยายามแสดงศักยภาพตอบโต้ จึงต้องเร่งแยกแยะว่าเหตุแต่ละจุดมีผู้ก่อเหตุ กลุ่มสนับสนุน หรือ “ภัยแทรกซ้อน” ใดอยู่เบื้องหลัง

คำยืนยันจาก สมช. จึงสะท้อนทิศทางสำคัญของรัฐว่า การแก้ปัญหาจากนี้ไม่ควรมอง “ไฟใต้” ผ่านกรอบของขบวนการแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองเป็นปัญหาความมั่นคงแบบหลายมิติ ทั้งการก่อความไม่สงบ อาชญากรรม เศรษฐกิจสีดำ-สีเทา ความขัดแย้งในพื้นที่ และเครือข่ายสนับสนุน

เพราะหากรัฐยังรู้เพียงว่า “จะเกิดเหตุ” แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า ใคร ที่ไหน เมื่อไร ทำอย่างไร และไม่สามารถตัดวงจร “คนข้างใน” ที่ทำหน้าที่เป็นแขนขาให้กับผู้ก่อเหตุได้ เหตุการณ์ซ้ำรอยย่อมยังเกิดขึ้นได้ และทุกครั้งที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งกัดกร่อนความเชื่อมั่นว่า รัฐไทยสามารถรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ปลายด้ามขวานได้จริงหรือไม่