วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ตัดตอน‘คีย์แมน-ยุบพรรค’ ‘2มหาโกง’ สะเทือน‘รัฐบาลอนุทิน2’

 สถานการณ์ “รัฐบาลอนุทิน 2” เพิ่งเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดินเดือนที่ 5 ทว่า ท่ามกลางสารพัดวิกฤติที่กำลังกัดกร่อนเสถียรภาพรัฐบาล คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำพา “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” ฝ่ามรสุมไปได้อีกไกลแค่ไหน

สะท้อนจากผลสำรวจ “นิด้าโพล” เรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค.2569 โดยพบว่า ประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน” อันดับแรก 62.75% ระบุว่า “การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น” หรือ “ทุจริตสอบท้องถิ่น”

รองลงมา 55.88% ระบุว่า “การถูกกล่าวหาคดีฮั้วสว.” 42.29% ระบุว่า “การถูก สส.ตรวจสอบคดีเขากระโดง” และ 37.33% ระบุว่า “ความผันผวนในราคาพลังงาน”

เมื่อถามถึงการรับมือกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล พบว่า 39.69% ระบุว่า รัฐบาลจะสามารถรับมือได้บางประเด็น ขณะที่ 31.99% ระบุว่า จะไม่สามารถรับมือได้เลย

ส่วนคำถามถึงความอยู่รอดของรัฐบาล พบว่า 37.86% ระบุว่า “จะไม่รอดแน่ ๆ” รองลงมา 26.03% ระบุว่า “รอด แต่จะบอบช้ำมาก” ขณะที่ 17.94% ระบุว่า “รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย” และ 17.71% ระบุว่า “รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน”

ตัดตอน‘คีย์แมน-ยุบพรรค’ ‘2มหาโกง’ สะเทือน‘รัฐบาลอนุทิน2’

ผลสำรวจจึงสะท้อนว่า สารพัด “คดีร้อน” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางกฎหมาย แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ทางการเมืองที่เซาะกร่อนเสถียรภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล แม้ “อนุทิน 2” จะถืออำนาจทางการเมืองไว้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จก็ตาม

 “โกงสอบ”วัดใจ ล่า“ไอ้โม่ง”ถึงคีย์แมน

หนึ่งในคดีที่ถูกจับตาคือ “คดีโกงสอบท้องถิ่น” แม้จะเห็นท่าทีจาก “นายกฯ อนุทิน” ที่ประกาศชัดในลักษณะ “ฟันไม่เลี้ยง” โดยเฉพาะนักการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้อง

ขณะที่ "วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์" รมช.มหาดไทย กางไทม์ไลน์คดีโกงสอบ หลังคณะกรรมการกลางกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการกลางข้าราชการจัดการสอบส่วนท้องถิ่น มีมติเอกฉันท์ให้ยกเลิกประกาศผลสอบฉบับเดิม และออกประกาศฉบับใหม่ โดยตัด 5,925 รายชื่อที่พบว่ามีการแก้คะแนน พร้อมเรียงลำดับผู้สอบใหม่

พร้อมมีคำสั่งเวียนไปยังท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ดำเนินการเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้ง และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ส.ค. 2569 ก่อนส่งข้อมูลให้ตำรวจ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อไป

โดยคดีแบ่งผู้กระทำความผิดออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่จัดการโกงสอบ และกลุ่มผู้เข้าสอบที่ถูกเพิกถอนบัญชีกว่า 5,925 คน

แต่โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่แค่การล้มผลสอบหรือเอาผิดผู้เข้าสอบ หากอยู่ที่ว่า เมื่อคดีเดินไปถึงที่สุดแล้ว จะสามารถสาวไปถึง “ไอ้โม่ง” ตัวจริง และโดยเฉพาะ “คีย์แมน” ที่อยู่เหนือเครือข่ายได้มากน้อยเพียงใด

ประเด็นนี้เห็นได้จากกรณี อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้าออกมาพูดถึงความคืบหน้าคดี โดยระบุว่าพบข้าราชการระดับอธิบดีเกี่ยวข้อง ซึ่งในจำนวนนั้นมี “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมการปกครอง รวมอยู่ด้วย

ทว่า ต่อมา “ประธาน กมธ.ป.ป.ช.” กลับออกมาแก้เกี้ยว ชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือว่า “อาจพูดไม่ตรง พูดผิด หรือได้ยินคำถามไม่ชัด” พร้อมยืนยันว่า “นฤชา” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต

จุดนี้เองที่ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า การสอบสวนจะเดินหน้าไปถึง “คีย์แมน” หรือหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติและผู้เข้าสอบ ขณะที่บุคคลระดับบิ๊กซึ่งถูกพาดพิงในทางการเมืองจะถูกกันออกจากสมการตั้งแต่ต้นหรือไม่

ตัดตอน‘คีย์แมน-ยุบพรรค’ ‘2มหาโกง’ สะเทือน‘รัฐบาลอนุทิน2’

 

วัดใจ เอาผิดถึงตัวใหญ่ หรือจบแค่ปลายแถว

ข้อสงสัยยิ่งเพิ่มน้ำหนัก เมื่อ “อธิบดีนฤชา” ถูกมองว่าเป็นสายตรงของครูใหญ่บุรีรัมย์ ท่าทีของประธาน กมธ.ป.ป.ช. จึงยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า ถึงที่สุดแล้ว อาจไม่มีใครกล้าแตะต้องบุคคลระดับบิ๊กที่เป็นคนของ“นาย” ใช่หรือไม่

สอดคล้องกับท่าทีของพรรคส้ม ก่อนหน้า “นายกเฮง” วีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน ที่เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับไทม์ไลน์ “อธิบดี สถ.” 3 คนที่อยู่ในช่วงกระบวนการดังกล่าว แต่กลับไม่มีใครพูดถึงไทม์ไลน์ของคนที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งสื่อนัยไปถึง “นฤชา” นั่นเอง

ขณะที่ในส่วนของ รมช.“วรศิษฎ์” เอง จนถึงเวลานี้ยังถูกตั้งคำถามกรณีบุคคลในตระกูลที่ปรากฏชื่อเชื่อมโยงกับคดีดังกล่าว แถมยังยอมรับว่ามีนักการเมืองท้องถิ่น จ.สตูล เข้าไปเกี่ยวข้อง

คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครโกง” แต่อยู่ที่ว่า “ใครสั่ง ใครจ่าย และใครอยู่เบื้องหลัง” และที่สำคัญ กระบวนการตรวจสอบจะสาวขึ้นไปถึงระดับคีย์แมนได้จริงหรือไม่ หรือท้ายที่สุดจะถูก “ตัดตอน” เอาผิดเพียงระดับปลายแถว

 “โกง สว.”ปมใหญ่ถึงขั้น “ยุบพรรค?”

อีกมหากาพย์ที่กำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาล คือ “คดีโกง สว.” ที่เวลานี้ยิ่งขุดก็ยิ่งลึก มีการเปิดตัวละครลับกันรายวัน โดยเฉพาะ “138 สว.” และ “91 นักการเมือง” ในจำนวนนี้รวมไปถึงระดับ “ผู้กุมชะตา” สีน้ำเงิน ทั้งนายกฯ “อนุทิน” และ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน รวมถึงรัฐมนตรี แกนนำ สส. และเครือข่ายขุมกำลังสีน้ำเงิน

ประเด็นจึงขยับจากการเอาผิดรายบุคคล ไปสู่ประเด็นใหญ่กว่าเดิมว่า หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงระดับพรรคการเมือง จะลุกลามถึงขั้น“ยุบพรรค” หรือไม่

แม้มีการยกข้อกฎหมายว่า คดีดังกล่าวอาจลุกลามถึงขั้นยุบพรรค หากมีหลักฐานทั้งภาพและคลิปเสียงอันควรเชื่อว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92

แต่ภายใต้บริบทที่ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” เรืองอำนาจและคุมองคาพยพทางการเมืองในเวลานี้ ผลการพิจารณาของอนุกรรมการคณะที่ 36 ซึ่งมีมติ 5 ต่อ 2 “หักล้างมติ” คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และดีเอสไอ โดยระบุว่า “ทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด” ยิ่งทำให้คดีถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด ยังมีสัญญาณว่า การพิจารณาของ กกต. จะมุ่งไปที่คำร้องประกอบพยานหลักฐานรายจังหวัด 64 จังหวัด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ต้องขยายกรอบเวลาเพิ่ม แม้ก่อนหน้านี้ประธาน กกต. ย้ำว่าจะเร่งปิดจบภายในเดือน ส.ค.นี้ก็ตาม

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า คดี “โกง สว.” จะเดินไปถึงผู้มีอำนาจสั่งการและ “หัวจ่าย” ระดับประเทศหรือไม่ หรือสุดท้ายจะจบลงด้วยการเอาผิดเพียงระดับ “พลีชีพ” ซึ่งเป็นเครือข่ายหรือลูกน้องนักการเมืองระดับจังหวัดที่มีหลักฐานเส้นทางเงินสาวไปถึง

เพราะหาก “เส้นเงิน” สาวไม่ถึงระดับประเทศ ย่อมหมายความว่า “ระดับหัวจ่าย” มีโอกาสสูงที่จะรอด และหากคดีที่มีเดิมพันถึงขั้น “ยุบพรรค” จบลงโดยไม่สามารถสาวถึงผู้บงการตัวจริงได้ คำถามต่อระบบตรวจสอบและหลักนิติธรรมย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก

ตัดตอน‘คีย์แมน-ยุบพรรค’ ‘2มหาโกง’ สะเทือน‘รัฐบาลอนุทิน2’

 “ยุบพรรค”เดิมพันใหญ่กว่า“เอาผิดรายตัว”

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 สถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.” พบว่า คะแนนความเชื่อมั่นต่อ กกต. อยู่ในลำดับท้ายสุด เพียง 3.8%

ตัวเลขดังกล่าวยิ่งตอกย้ำคำถามเรื่องความเชื่อมั่นต่อ “ระบบนิติธรรม” ในห้วงเวลาที่คดีการเมืองสำคัญกำลังเดินหน้า และทุกสายตาจับจ้องว่า กระบวนการตรวจสอบจะสามารถเดินขึ้นไปถึงผู้มีอำนาจตัวจริงได้หรือไม่

เพราะเดิมพันของ “โกง สว.” จึงไม่ใช่เพียงการเอาผิด “138 สว.” หรือ “91 นักการเมือง” หากแต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่า ระบบตรวจสอบสามารถสาวจาก “ปลายแถว” ไปถึง “คีย์แมน” และจาก “เส้นเงิน” ไปถึง “หัวจ่าย” ได้จริงหรือไม่

หากไปไม่ถึง คำถามเรื่อง “ตัดตอน” ย่อมตามมา และหากพยานหลักฐานไปถึงระดับพรรคการเมืองจริง ปม “ยุบพรรค” ก็จะกลายเป็นเดิมพันทางการเมืองที่ใหญ่กว่าการเอาผิดรายบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลแม้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่กลับต้องเผชิญสารพัดวิกฤติที่กำลังเซาะกร่อนเสถียรภาพ ทั้งคดีทุจริต คดีการเมือง ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตรวจสอบ ตลอดจนสถานการณ์ภัยความมั่นคงจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และภัยธรรมชาติจากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ

ท้ายที่สุด “นายกฯ อนุทิน” จึงไม่ได้เผชิญเพียงโจทย์ว่าจะพา “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” ฝ่ามรสุมไปได้ไกลแค่ไหน แต่ต้องจับตาว่า ท่ามกลางกระแส “โกงสอบ-โกง สว.” นั้น จะสามารถล่าไปถึง “คีย์แมน” ได้จริงหรือไม่ หรือจะจบลงที่การ “ตัดตอน” ปลายแถว

และหากเส้นทางคดีเดินไปถึงระดับพรรคการเมืองจริง เดิมพันสุดท้ายอาจไม่ใช่เพียง “ใครจะรอด” แต่ “จะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่”

ซึ่งอาจกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ทั้งในเรื่องอำนาจ ความชอบธรรม และความเชื่อมั่นต่อระบบนิติธรรม