วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

หลังม่าน ‘วงการตราชั่ง’ ยื้อส่ง ป.ป.ช.ขึ้นศาล ‘คดีศักดิ์สยาม’

ชุลมุนหลังม่านตุลาการฯ ชนวน “ประธานสภาฯ” ยื้อส่ง ป.ป.ช.ขึ้นเขียงศาลฎีกา ตั้งองค์คณะไต่สวน ชี้ขาดปมมติยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตบิ๊กเนมสีน้ำเงิน ปมให้นอมินีถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายค้านตั้งคำถาม จะมีการ “ตัดตอน” ไม่ให้เรื่องถึงศาลหรือไม่

ผ่านมาราว 2 เดือนแล้ว หลังฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ขอให้ส่งศาลฎีกาพิจารณาตั้งองค์คณะไต่สวนอิสระ กรณีกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ยกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่ามติดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

โดย “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา “สายตรงบุรีรัมย์” ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ดำเนินการแต่งตั้ง “คณะกรรมการกลั่นกรองฯ” เพื่อพิจารณาว่า สามารถส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งองค์คณะไต่สวนได้หรือไม่

เรื่องนี้จึงน่าสนใจ เพราะ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” หัวหอกจากพรรคส้ม ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากล เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ไว้ 4 ข้อ ได้แก่

หลังม่าน ‘วงการตราชั่ง’ ยื้อส่ง ป.ป.ช.ขึ้นศาล ‘คดีศักดิ์สยาม’ (พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน)

1. ใช้เวลานานเกินกว่ากรณีที่ผ่านมา แม้ประธานรัฐสภาจะอ้างว่าปฏิบัติตามขั้นตอนเช่นเดียวกับในอดีต แต่ในกรณีล่าสุด “ประธานมงคล สุระสัจจะ” ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ใช้เวลาไม่ถึง 41 วันในการพิจารณาส่งเรื่องไปยังศาล ขณะที่กรณีนี้ผ่านไปแล้วถึง 74 วัน แต่ประธานโสภณกลับดำเนินการเพียงตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง

2. อ้างความเป็นอิสระ แต่กลับเลือกกรรมการเองทั้งหมด การอ้างว่าต้องการให้คณะกรรมการทำงานอย่าง “อิสระ” กลับสวนทางกับการดำเนินการ เนื่องจากประธานรัฐสภาเป็นผู้เลือกกรรมการเองทั้งหมด แบบผูกขาด และยังปกปิดรายชื่อกรรมการ ทำให้คณะกรรมการชุดนี้กลายเป็นคณะบุคคลที่ “อิสระจากประชาชนในการตรวจสอบ”

3. ไม่มีหลักประกันว่าผู้ร้องจะได้ชี้แจง แม้อ้างว่าต้องการให้การพิจารณามีความรอบคอบ แต่กลับไม่มีการกำหนดหรือรับประกันว่าจะเชิญตัวแทนผู้ยื่นคำร้องเข้าไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการในระหว่างกระบวนการพิจารณา

4. ยังไร้กรอบเวลาที่ชัดเจน ประธานรัฐสภาปฏิเสธว่าไม่ได้ยื้อเวลา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนว่า คณะกรรมการชุดนี้จะต้องดำเนินการและเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภาภายในกี่วัน

ประเด็นเหล่านี้ทำให้ฝ่ายค้านกังวลว่า นอกเหนือจากคดีโกง สว. ซึ่งอาจมีการตัดตอนในชั้น “องค์กรอิสระ” ไม่ให้ไปถึงศาลแล้ว กรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องแบบ “ค้านสายตา” ประชาชน และถูกมองว่า“สวนทาง”กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของ “ศักดิ์สยาม” จะมีการตัดตอนไม่ให้ไปถึงศาลด้วยหรือไม่

หลังม่าน ‘วงการตราชั่ง’ ยื้อส่ง ป.ป.ช.ขึ้นศาล ‘คดีศักดิ์สยาม’ (ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย)

“หากเรากังวลว่า กกต.จะตัดตอนคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาลฉันใด เราก็ควรกังวลว่า ประธานรัฐสภาจะตัดตอนเรื่อง ป.ป.ช. และคุณศักดิ์สยาม ให้ไปไม่ถึงศาลฉันนั้น เพราะทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ ที่ระบอบสีน้ำเงินคงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เรื่องไปถึงศาล” พริษฐ์ ระบุ

ในข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 โดยมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง หรือพ้นจากตำแหน่งรมว.คมนาคม ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 2566 กรณีถูกกล่าวหาว่าให้ “นอมินี” ถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มูลค่ากว่า 119.5 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเฉพาะเรื่องการพ้นจากตำแหน่ง “เฉพาะตัว” คือ “ศักดิ์สยาม” พ้นจากเก้าอี้ รมว.คมนาคม แต่ไม่ได้มีคำวินิจฉัยเพิ่มเติมในเรื่อง “เพิกถอน” สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จึงทำให้ “ศักดิ์สยาม” ยังคงมีสิทธิ หากจะ “คัมแบ็ก” มาเล่นการเมืองในอนาคต

ทว่า ยังมีชนักติดอยู่เหลือเพียง 1 คดีในชั้น ป.ป.ช. จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องนี้ แต่ภายหลังใช้เวลาไต่สวนราว 2 ปี “องค์กรสนามบินน้ำ” กลับมีมติออกมาอย่างเงียบ ๆ กระทั่งถูกขุดคุ้ยเปิดโปงโดยสื่อมวลชน จนต้องออกเอกสารข่าวชี้แจง ยืนยันข้อเท็จจริงว่า “ศักดิ์สยาม” มิได้มีเจตนาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ กรณีหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ แต่อย่างใด

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า ได้วินิจฉัยและมีมติบนข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อีกทั้งได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาแล้ว ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.ยังชี้แจงด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว

ข้างต้นคือ “คำชี้แจง” จาก ป.ป.ช.ในเรื่องนี้ ซึ่งถูกมองว่า “ค้านสายตา” สาธารณชนโดยทั่วไป พรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ “แวดวงตราชั่ง” ด้วยกันเอง

แต่มีการประเมินกันว่า สาเหตุที่“น้ำเงิน”ต้อง“ยื้อยุด” ยังไม่ยอมส่งเรื่องที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีศักดิ์สยามให้ศาลฎีกาพิจารณาตั้งองค์คณะไต่สวนเสียที อาจเกี่ยวข้องกับ“อดีตผู้พิพากษา”บางคน ซึ่งปัจจุบันเป็น“กรรมการ ป.ป.ช.” และเคยมี“ความหลัง”เกี่ยวกับกรณี“ปรับปรุงศาล” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาระดับสูงในศาลแห่งหนึ่ง

แม้ท้ายที่สุดคดีดังกล่าวจะมีบทสรุปเพียงการลงโทษ “บิ๊กเนม” ในสำนักงานศาลยุติธรรม แต่อดีตผู้พิพากษารายนี้ ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการ ป.ป.ช. กลับไม่เคยถูกตั้งข้อกล่าวหา และพ้นบ่วงคดีดังกล่าวไป

ทว่า ในช่วงเวลาที่มีการสืบสาวราวเรื่อง เกิดข้อพิพาทและความบาดหมางขึ้นกับ “ผู้พิพากษา” หลายคนในประเด็นดังกล่าว ว่ากันว่าได้กลายเป็น “รอยร้าว” ที่ยากจะกลับมาประสานกันได้

ดังนั้นจึงมีข้อสังเกตว่า หากท้ายที่สุดกรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องกล่าวหาคดีศักดิ์สยาม ถูกส่งขึ้นไปถึงที่ประชุมศาลฎีกา อาจมีผู้พิพากษาบางคนเดินเกม“เอาคืน” จากเหตุการณ์“ปรับปรุงศาล” จนส่งผลกระทบต่อสถานะ หรือเสี่ยงพ้นเก้าอี้กรรมการ ป.ป.ช.หรือไม่

นอกเหนือจากเรื่องความบาดหมางข้างต้นแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า คดีให้นอมินีถือครองหุ้นของ “ศักดิ์สยาม” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่ ป.ป.ช.กลับ “หักลำ” คำวินิจฉัยดังกล่าว โดยใช้ “เทคนิคเชิงกฎหมาย” ไปวินิจฉัยในข้อกฎหมายอีกประเด็นหนึ่ง จนทำให้ศักดิ์สยามพ้นบ่วงได้อีกครั้ง สร้างความไม่พอใจให้กับ “แวดวงตราชั่ง” บางส่วนเช่นกัน

หากสุดท้ายปล่อยให้เรื่อง ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม หลุดไปถึงชั้นที่ประชุมศาลฎีกา อาจส่งผล “ทางลบ” ต่อ “องค์กรสนามบินน้ำ” ซึ่งปัจจุบันถูกตั้งข้อสังเกตว่ามี “บารมีสีน้ำเงิน” แผ่ปกคลุมอยู่ รวมถึงอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ ป.ป.ช. ซึ่งมีกรรมการบางรายที่เคยมี “ความหลัง” ในเรื่อง “ปรับปรุงศาล”

บทสรุปสุดท้ายของเรื่องนี้จึงต้องจับตาว่า “ประธานสภาฯ” จะยื้อเรื่องไว้ได้อีกนานเพียงใด และ “ฝ่ายค้าน” จะมีพลังมากพอที่จะลากเรื่องนี้ไปจนถึงปลายทางหรือไม่

เพราะเกมนี้ไม่ได้มีเดิมพันเพียงชะตากรรมของ “ศักดิ์สยาม” หากยังสะท้อนถึงแรงปะทะระหว่าง “การเมือง-องค์กรอิสระ-ศาล” และสุดท้ายแล้วกระบวนการตรวจสอบจะเดินไปถึงปลายทาง หรือจะถูกสกัดไว้กลางทางเสียก่อน