คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของสภาผู้แทนราษฎร เสร็จสิ้นการพิจารณารายละเอียดคำของบประมาณ รวมถึงการปรับลดและแปรเพิ่มงบประมาณแล้ว จากนี้ยังเหลือขั้นตอนพิจารณารายมาตรา พร้อมจัดทำรายงาน ก่อนส่งให้สภาฯ บรรจุเข้าสู่วาระ ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2569
สำหรับงบประมาณที่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เสนอในวาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถูกปรับลดลงรวมประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท โดยสามารถแจกแจงตามผลการพิจารณาของอนุกรรมาธิการทั้ง 7 คณะ ดังนี้
1. อนุ กมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ฯ ปรับลด 3,202 ล้านบาท
2. อนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ไอซีที และทุนหมุนเวียน ปรับลด 3,333 ล้านบาท
3. อนุ กมธ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปรับลด 1,484 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่พิจารณาทั้งสิ้น 2.65 แสนล้านบาท
4. อนุ กมธ.ท้องถิ่นฯ ปรับลด 1,470 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่พิจารณาทั้งสิ้น 3.2 แสนล้านบาท
5. อนุ กมธ.จังหวัดและกลุ่มจังหวัดฯ ปรับลด 242 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่พิจารณาทั้งสิ้น 1.4 แสนล้านบาท
6. อนุ กมธ.ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยี ปรับลด 585 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่พิจารณาทั้งสิ้น 2.21 แสนล้านบาท
7. อนุ กมธ.แผนงานบูรณาการ หน่วยงานรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ อัยการ และกองทุนในกำกับ ปรับลด 843 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่พิจารณาทั้งสิ้น 9.4 หมื่นล้านบาท
ตัวเลขจากอนุ กมธ.ทั้ง 7 คณะ สะท้อนการ “รีดไขมัน” ส่วนเกินออกจากหน่วยรับงบประมาณได้เฉลี่ยเพียง 0.29% ของงบประมาณที่เสนอเข้าสภาฯ ทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ สส.พรรคประชาชนที่ทำหน้าที่ใน กมธ. ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับลดงบประมาณครั้งนี้อาจยัง “รีดไขมันส่วนเกินได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น”
อย่างไรก็ตาม อนุ กมธ.แต่ละคณะชี้แจงว่า การพิจารณาเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ อยู่ภายใต้กรอบและแนวทางที่ กมธ.ชุดใหญ่กำหนด
ขณะที่ กรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษก กมธ.งบประมาณ ยืนยันการทำหน้าที่ของอนุ กมธ.ว่า เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปีนี้สามารถปรับลดงบประมาณได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่เห็นว่าเป็น “ไขมันส่วนเกิน” ทั้งโครงการซ้ำซ้อนและโครงการที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน
ทั้งนี้ กมธ. ตั้งข้อสังเกตต่อการจัดทำงบประมาณในปีต่อไป เพื่อให้สำนักงบประมาณปรับปรุงการจัดสรรงบให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ภารกิจ และลดส่วนเกินให้ได้มากที่สุด รวมถึงคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ
+ แปรงบ 1.1 หมื่นล้าน เติม 9 รายการ
สำหรับงบประมาณที่ถูกปรับลดจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ในชั้นการพิจารณาของ กมธ. มีมติให้นำไปจัดสรรเพิ่มใน 9 รายการ ได้แก่
1. งบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6,044 ล้านบาท
2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 148 ล้านบาท สำหรับค่าวัสดุสอบทาน ตรวจสอบคุณสมบัติ และออกหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์
3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 96 ล้านบาท สำหรับค่าวัสดุการศึกษา
4. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 96 ล้านบาท สำหรับโครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสนองงานตามพระราชดำริ
5. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 4.2 ล้านบาท แบ่งเป็นแผนงานบุคลากรภาครัฐ 3.1 ล้านบาท และผลผลิตด้านการบริหารจัดการและกำกับติดตามการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม 1.1 ล้านบาท
6. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 500 ล้านบาท สำหรับ 35 รายการ
7. กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 4,000 ล้านบาท
8. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 24 ล้านบาท สำหรับการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
9. สำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน 247 ล้านบาท สำหรับค่าจ้างเหมาบริการ
+ ฝ่ายค้านชี้“งบการเมือง”เทียบแปรเพิ่ม กยศ.
อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบเพิ่มบางรายการยังมีความเห็นต่างจาก กมธ.เสียงข้างน้อย โดยมองว่า บางรายการอาจใช้เส้นสายเพื่อขอคืนงบที่ถูกปรับลดจากชั้นอนุ กมธ. แม้ กมธ.ชุดใหญ่จะมีมติเห็นชอบการปรับลดดังกล่าวแล้วก็ตาม
หนึ่งในรายการที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือ งบของรัฐสภาสำหรับโครงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยฝ่ายค้านมองว่าอาจเป็น “งบการเมือง” ที่มุ่งสร้างฐานทางการเมืองและขยายเครือข่ายหัวคะแนน
ข้อวิจารณ์ดังกล่าวถูกนำมาเปรียบเทียบกับญัตติแปรเพิ่มงบประมาณที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน เสนอเพิ่มให้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 5,162 ล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้นิสิตนักศึกษาเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเงินกู้ แต่ข้อเสนอถูกมติข้างมากตีตก
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. ให้ความเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญไม่ถูกจุด และพัฒนาประเทศไม่ถูกทาง
“เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ผิดพลาด เมื่อมีงบประมาณก้อนใหญ่ที่ตัดทอนมาได้ สมาชิกพรรคฝ่ายค้านพยายามอภิปรายผลักดันให้นำเงินไปเติมให้กับกองทุนเงิน กยศ. เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่มั่นคงให้กับเยาวชนไทย แต่ข้อเสนอถูกตีตกไป การจัดงบประมาณเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ภาครัฐยังคงละเลยการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว”
+ “กรวีร์” โต้ กยศ.ไม่ใช่ปัญหา "งบ" แต่คือการบริหาร
เมื่อประเด็น กยศ. ถูกฝ่ายค้านขยายผล และโยงเข้ากับปมร้อนทางการเมือง กรวีร์ ไม่ปล่อยผ่าน ออกมาชี้แจงว่า กองทุน กยศ. ในงบประมาณปี 2570 ได้รับงบเพิ่มจากปี 2569 ถึงเท่าตัว และมีงบประมาณมากถึง 9,000 ล้านบาท จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งและยังให้ความสำคัญกับประชาชน
ส่วนปัญหางบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กรวีร์อธิบายว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาการบริหารจัดการและการติดตามหนี้จากผู้กู้ที่เรียนจบแล้ว โดยพบว่ามียอดเงินที่ครบกำหนดชำระประมาณ 2.2 แสนล้านบาท และมียอดค้างชำระสะสมประมาณ 1.1 แสนล้านบาท หากสามารถติดตามหนี้จากผู้กู้ที่เรียนจบแล้วได้ ก็จะทำให้มีเงินหมุนเวียนกลับมาให้ผู้กู้รายใหม่ และลดภาระที่รัฐบาลต้องเติมเงินเข้าสู่กองทุน
ดังนั้น ในมุมของ กรวีร์ ปัญหาของ กยศ. จึงไม่ใช่เพียงการต้องให้รัฐบาลเติมเงิน แต่เป็นเรื่องของ การบริหารจัดการกองทุนที่ต้องเร่งแก้ไข
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ “พรรคส้ม” ไม่ยอมปล่อย และเตรียมนำเข้าสู่การอภิปรายในสภาฯ วาระ 2 และวาระ 3 ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายนนี้
+ จับตา “งบกลางพลังงาน” ฝ่ายค้านจ่อริบคืน
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ งบกลาง 1.2 หมื่นล้านบาท สำหรับรองรับผล กระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน กมธ.เสียงข้างน้อยตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ก่อนหน้านี้ สส.ฝ่ายค้าน ในฐานะ กมธ.ได้เกริ่นไว้ตั้งแต่เริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ว่า หาก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวผ่านการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะเสนอให้ ตัดงบกลางส่วนนี้ออก
ที่ผ่านมา ยังไม่มีจังหวะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ. แต่ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณารายมาตรา เชื่อว่าประเด็นนี้จะถูกหยิบขึ้นมาอภิปรายอีกครั้ง และอาจต้องใช้วิธีการลงมติ
มีความเป็นไปได้ว่า มติเสียงข้างมากจะโหวตชนะ ทำให้สิ่งที่ กมธ.เสียงข้างน้อยสามารถทำได้ คือการสงวนความเห็นเพื่อนำไปสู้ต่อในชั้นสภาฯ
อย่างน้อยที่สุด การต่อสู้ในวาระ 2-3 จะช่วยขยายประเด็นให้สังคมจับตาการใช้ เงินกู้และงบประมาณของรัฐบาลอนุทิน ว่าเป็นไปตามกฎหมายและเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง หรือมีส่วนใดที่ถูกตั้งคำถามว่าอาจถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของบางฝ่าย
ศึกงบประมาณปี 2570 จึงอาจไม่ได้จบลงเพียงตัวเลข “รีดไขมัน” 1.1 หมื่นล้านบาท แต่กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญที่ฝ่ายค้านจะใช้เวทีสภาฯ ตรวจสอบว่า เงินที่ถูกตัดออก เงินที่ถูกเติมกลับ และเงินก้อนใหญ่เพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน ถูกจัดวางไว้ด้วยเหตุผลด้านประโยชน์สาธารณะ หรือมีการเมืองซ่อนอยู่เบื้องหลัง



