ทั่วโลกตกอยู่ในสถานะไม่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับ “ไทย-กัมพูชา” ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การรุกคืบของ “สหรัฐอเมริกา-จีน” และการกำเนิดขั้วอำนาจใหม่ ที่ถูกบีบให้ทุกประเทศเลือกข้าง ไร้พื้นที่ตรงกลางให้ยืน
ถือเป็นนัยสำคัญหลังได้เห็นความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จากการมาเยือนไทยและกัมพูชา ในห้วงเวลาเดียวกันของ Elbridge A. Colby รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงคราม สหรัฐอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
Elbridge A. Colby เดินทางมาไทยก่อน เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และร่วมหารือกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยย้ำถึงการฝึกคอบร้าโกลด์ 2027 อย่างต่อเนื่อง และเข้าวงรอบแบบ Light year
ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมมาเยือนไทยของ Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามสหรัฐ ในเวลาอันใกล้ เพื่อจัดทำ Joint Vision Statement 2026 หรือ JVS 2026 กรอบความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศฉบับใหม่ เรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไซเบอร์ และอวกาศ
โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพิ่งไปดูงานการผลิตอากาศยานไร้คนขับราคาประหยัด LUCAS ของสหรัฐฯ จนมีข่าวว่า จะมีการร่วมทุน โดยใช้ไทยเป็นฐานการตั้งโรงงานผลิตในอนาคต
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับในฝั่งกัมพูชา เพราะเสร็จภารกิจในไทยแล้ว Elbridge A. Colby เดินทางไปพบ ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ย้ำถึงนโยบายสหรัฐฯ ที่จะขยายความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงกับกัมพูชา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญในภูมิภาคนี้ เช่นเดียวกับที่ยืนยันกับไทย
พร้อมเดินหน้าฟื้นการฝึก The Angkor Sentinel 2027 สร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพกัมพูชา เสมือนสะพานแห่งมิตรภาพสองประเทศ รวมถึงได้หารือกับ พล.อ.เตีย เซรยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา ถึงความร่วมมือทางด้านกลาโหม ภายหลังสหรัฐฯ ยกเลิกงดการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกัมพูชาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวของสหรัฐในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เกิดขึ้นหลังจาก พล.ร.อ.ต่ง จวิน รมว.กลาโหมจีน อดีต ผบ.กองเรือดำน้ำจีน มาเยือนกระทรวงกลาโหมไทย เมื่อ 24 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา
หมุดหมายสำคัญของ พล.ร.อ.ต่ง จวิน ก็หวังยกระดับการฝึกทางทหารกับกองทัพไทยเพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เน้นย้ำความสัมพันธ์จีน-ไทย ที่มีมาอย่างยาวนานไม่ต่างกับสหรัฐฯ
จึงต้องจับตายุทธศาสตร์ถ่วงดุลของไทย ที่ยึดถือมาอย่างยาวนาน นโยบายที่ “รัฐบาลไทย” รักษาไว้ จะใช้ได้ผลกับระเบียบโลกใหม่หรือไม่ ที่เปลี่ยนจากสองขั้วอำนาจ มาเป็นมหาอำนาจหลายขั้ว ท่ามกลางเสียงขู่ว่า อย่า “เหยียบเรือสองแคม”
และนับเป็นความโชคดีของไทย ที่มี รมว.ต่างประเทศ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” มาถูกที่ถูกเวลา ได้เปลี่ยนจากการทูตเชิงรับ เป็นการทูตเชิงรุก ปรับทิศทางการทำงานเชื่อมโยงกองทัพ ติดต่อทางตรง “ผบ.เหล่าทัพ” เพื่อรับมือนโยบายของมหาอำนาจที่มีความซับซ้อน
อีกทั้งที่ตั้งของประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม คือ สะพานเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิกตำแหน่งที่ตั้งใจกลางนี้ ช่วยลดเวลาในการปฏิบัติการ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือหรือตอบสนองต่อวิกฤติ
หากพิจารณาทะเลไทยด้านตะวันตกคือ ฝั่งทะเลอันดามัน และช่องแคบมะละกา ถูกโอบล้อมด้วยน่านน้ำของประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่พื้นที่ตอนบนถูกโอบล้อมด้วยน่านน้ำของประเทศอินเดีย “ทะเลภาคใต้” ไม่ว่าจะอยู่ในจุดใด สามารถเดินทางได้ทั้งตะวันออกเชื่อมต่อแปซิฟิก ฝั่งตะวันตกเชื่อมต่ออินเดีย ควบคุมได้ 2 ด้าน
ประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายของสหรัฐ-จีน ที่ต้องการใช้เป็นฐานทัพ แต่ไม่เคยทำสำเร็จ ด้วยกลยุทธ์ต่อรองขั้นเทพของไทย จึงทำได้เพียงลงนามเอ็มโอยู ยกระดับความร่วมมือทางการทหาร สนับสนุนการส่งกำลังบำรุง เช่นเดียวกับจีนที่พยายามเข้ามาครอบงำไทยแต่ยังทำไม่ได้
ขณะที่ไทยซึ่งเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่มีเสถียรภาพทางการเมือง การทหาร ที่ไม่เข้มแข็ง จะหามิตรแท้ที่จริงใจคงไม่มี หากวางหมากไม่ดี จะถูกประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐ จีน สหภาพยุโรป หรือมหาอำนาจใหม่จ้องรุมทึ้ง
ดังนั้น ในยุคความเชื่อใจ-ไว้วางใจ หาได้ยาก “ไทย” ต้องแสดงบทบาทให้เห็นว่า ทุกประเทศไม่ว่าจะขั้วอำนาจใดก็ตาม สามารถแสวงความร่วมมือกับประเทศไทยอย่างปลอดภัย ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ไม่ต้องกังวลว่าไทยจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในภายหลัง
ในขณะที่บางเรื่อง หากถูกมหาอำนาจกดดันหนัก ไทยต้องใช้หลังพิงอาเซียนแสดงจุดยืน หรือใช้อาเซียนพูดแทนประเทศไทย จึงได้เห็น “รมว.ต่างประเทศ” กำลังเดินหน้าฟื้นฟูความเข้มแข็งสมาชิกอาเซียน เพื่อใช้เป็นตัวขับเคลื่อนในระเบียบโลกใหม่นี้
หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กองทัพ สะท้อนผ่านเวทีประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน (ASEAN Navy Chiefs' Meeting : ANCM) ภายใต้หัวข้อ “หนึ่งอาเซียน หนึ่งวิสัยทัศน์กองทัพเรือ ความร่วมมือทางทะเลเพื่อความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความยั่งยืน”
โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน เจ้าหน้าที่อาวุโส ร่วมประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวางแนวทางความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล
โดย ANCM ถือเป็นเวทีระดับสูงสุดของกองทัพเรืออาเซียน ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2545 มีสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา และเมียนมา
เรือโทหญิง นภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ แถลงว่า สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ จึงอยู่ที่การทำให้กองทัพเรืออาเซียนสามารถมองทะเลร่วมกัน ทำงานร่วมกัน และรับมือกับความท้าทายร่วมกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยกองทัพเรือไทยต้องการผลักดันว่า ทะเลไม่ควรเป็นพื้นที่ของการแข่งขัน หรือความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาชนอาเซียน
“ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมทางทะเลของภูมิภาคมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามข้ามชาติ ความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเล ภัยพิบัติ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานวิกฤติใต้น้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพัง”
หันมาดูฝั่งกัมพูชา ที่ผู้นำเดินเกมพลาดแล้ว พลาดอีก ทั้งการเปิดฉากปะทะกับไทยตามแนวชายแดน สถานการณ์ยังติดพันจนถึงปัจจุบันนี้ ส่งผลให้ประเทศตกอยู่ในสภาพย่ำแย่
อีกทั้งในห้วง 60 ปี กัมพูชาต้องสูญเสียอะไรมากมาย แลกกับการรับความช่วยเหลือจาก “จีน” จนสามารถขยายอิทธิพลครอบงำ ควบคุม และวางโครงสร้างพื้นฐานการทหาร อุปกรณ์ด้านข่าวกรองในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทะเลสำเร็จ
กัมพูชากำลังกลายเป็นเป้าของสหรัฐฯ เพื่อขัดขวาง และลดความได้เปรียบของจีนในเส้นทางเดินเรือทางยุทธวิธี ก็ต้องจับตาว่า กัมพูชาจะบาลานซ์ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน อย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกรุมกินโต๊ะ
ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ กับนโยบายของมหาอำนาจที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไทย-กัมพูชา หรือประเทศอื่นๆ หากวางยุทธศาสตร์ผิดพลาด ย่อมส่งผลกระทบตามมาเป็นทวีคูณ



