สถาบันำพระปกเกล้าเปิดผลสำรวจ ความเห็นประชาชน ต่อความเชื่อมั่นองค์กรอิสระ พบ กกต.รั้งท้ายแค่ 3.8% พร้อมชี้ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ
สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 34 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10 ส.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด (สำรวจโดย x LineToday)
- 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด
- 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
- 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ
- 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย
- 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
- 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
- 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน
- 1.5% ไม่มีความเห็น
เมื่อรวมสองอันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้
2. ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติด ๆ
- 31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด
- 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น
- 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- 10.9% คณะกรรมการ ป.ป.ช.
- 6.6% คตง./สตง.
- 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน
- ขณะที่เชื่อมั่นต่อ กกต. น้อยที่สุด (3.8%)
รายภูมิภาค: “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ (44.8%) ภาคใต้ (37.5%) และ ภาคตะวันออก (29.6%) ขณะที่ คตง./สตง. มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพมหานคร (28.9%) ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (38.4%) และ ภาคกลาง (33.5%) กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง (34.7%)
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึงหนึ่งในสาม และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวอยู่ที่องค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น
3. ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต. เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ
- 23.7% ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้ง สูงที่สุด
- 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม
- 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม
- 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้
- 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน
- 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง
เมื่อพิจารณาระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” พบว่า 51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดในหกด้าน รองลงมา คือ 50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6%ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม
ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มี ผู้ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ถึงหนึ่งในสี่ ขณะที่ระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต. ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้



