วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม 2569

Login
Login

KPIโพล สำรวจความเชื่อมั่นองค์กรอิสระ 'กกต.' รั้งท้ายแค่ 3.8%

สถาบันำพระปกเกล้าเปิดผลสำรวจ ความเห็นประชาชน ต่อความเชื่อมั่นองค์กรอิสระ พบ กกต.รั้งท้ายแค่ 3.8% พร้อมชี้ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน 

การแถลงผลการสำรวจ  KPI Poll ครั้งที่ 34 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10 ส.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด (สำรวจโดย x LineToday)

  • 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด
  • 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
  • 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ
  • 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย
  • 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
  • 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
  • 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน
  • 1.5% ไม่มีความเห็น

 เมื่อรวมสองอันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้

2. ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติด ๆ

  • 31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด 
  • 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น 
  • 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  • 10.9% คณะกรรมการ ป.ป.ช.
  • 6.6% คตง./สตง.
  • 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • ขณะที่เชื่อมั่นต่อ กกต. น้อยที่สุด (3.8%)

 รายภูมิภาค: “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ (44.8%) ภาคใต้ (37.5%) และ ภาคตะวันออก (29.6%) ขณะที่ คตง./สตง. มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพมหานคร (28.9%) ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (38.4%) และ ภาคกลาง (33.5%) กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง (34.7%)

 แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึงหนึ่งในสาม และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวอยู่ที่องค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น

 3. ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต. เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ

  • 23.7% ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้ง สูงที่สุด 
  •  21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม
  • 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม
  • 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน
  • 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง 

เมื่อพิจารณาระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” พบว่า 51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดในหกด้าน รองลงมา คือ 50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6%ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม 

ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มี ผู้ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ถึงหนึ่งในสี่ ขณะที่ระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต. ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้