'ณัฐพงษ์' จ่อถกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอก อุบล็อกเป้าใครบ้าง ชี้คดีโกง สว.ต้องบี้ก่อน กกต.มีมติ 31 ส.ค. ตีแผ่ระบอบสีน้ำเงิน ยื่นสอย AI Passport ส่อล็อกสเปก-ฮั้ว
เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2569 ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ว่า ขอรอการหารือกับพรรคฝ่ายค้านก่อน และขอยังไม่เปิดเผยวันหรือกำหนดเวลายื่นญัตติว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ขอยังไม่ออกตัวก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาททางการเมือง
เมื่อถามว่า ทิศทางของฝ่ายค้านจะไปด้วยกันได้หรือไม่ เพราะมีอุดมการณ์บางอย่างที่อาจจะไม่เหมือนกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ใครที่ไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาลก็สามารถคุยได้หมดอยู่ที่ว่าแต่ละพรรคประสงค์ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ ยืนยันเพียงใครไม่ได้เป็นรัฐบาลจะส่งเทียบเชิญมาพูดคุย
เมื่อถามว่า จากที่คุยมาพรรคใดมีเงื่อนไขหรือไม่ว่าประเด็นใดไม่ต้องการอภิปรายหรือเรื่องไหนต้องการขยี้เป็นพิเศษ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีการคุยอย่างไม่เป็นทางการ เป็นเพียงการคุยต่างวาระต่างโอกาส แต่จะมีเวทีพูดคุยภายในพร้อมกันอีกครั้ง จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าแต่ละพรรคจะมีเงื่อนไขการอภิปรายอย่างไรบ้าง
เมิ่อถามว่า การล็อกเป้าอภิปรายของพรรคประชาชน นอกจากนายกรัฐมนตรีแล้ว มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอหารืออย่างเป็นทางการกับฝ่ายค้านพรรคอื่นๆ ก่อน ทั้งนี้ ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เราได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตลอด ซึ่งข้อมูลที่ได้เปิดเผยมาก่อนหน้านี้ เช่น การโกงฮั้ว สว. เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลในตอนนี้ เพราะ กกต. กำลังมีมติต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาในวันที่ 31 สิงหาคมนี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลอีกหลายส่วนที่เราได้รับมาจากคนที่อยู่ในระบอบสีน้ำเงิน ที่ยังไม่ได้เปิดเผย ดังนั้น ขอยืนยันว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังกัดกินประเทศจากภายในอย่างไรบ้าง
จ่อยื่นสอบ TH-AI Passport ล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล เตือน ปชช.ระวังข้อมูลส่วนบุคคลรั่ว
นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงการโครงการ TH-AI Passport ซึ่งทางปลัดดีอี ยืนยันเดินหน้าต่อและไม่กังวลเรื่องการฟ้องมาตรา 157 แล้วฝ่ายค้านจะทำอย่างไรต่อ ว่า ตอนนี้พวกเราเตรียมคำร้องเพื่อยื่นร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบ โดยมีนายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้ดำเนินการหลัก และทีมงานสำคัญอีกหนึ่งคนคือ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ทำในเรื่องนี้อยู่ฝั่งรัฐบาลเองคงมีอำนาจเต็มในการเดินหน้าโครงการต่ออยู่แล้ว แต่พวกเราในฐานะฝ่ายค้าน ก็ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะยื่นเรื่องให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบต่อ
เมื่อถามว่าหากดูฝ่ายกฎหมายแล้วมีข้อไหนที่สามารถเอาผิดได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่บอกว่าทำผิด TOR นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากเนื้อหาหรือว่าข้อมูลที่เราเห็นอยู่ ก็ค่อนข้างที่จะชี้ชัดได้ว่าเป็นการล็อคสเปคจริง ๆ ตนอ่านไม่ได้ลงรายละเอียดมาก แต่ถ้ามีการอัพเดทเพิ่มเติมนอกเหนือจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว ตอนนี้พรรคประชาชนเราก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในเครือข่ายของบริษัทที่มารับงานโครงการ TH-AI Passport จริง ๆ แล้วมีรับงานส่วนอื่นของภาครัฐในกระทรวงอื่น ๆ ด้วย ซึ่งโครงการเหล่านั้นมีรูปแบบในการเสนอราคา และประมูลค่อนข้างชี้ชัดให้เห็นว่ามีการฮั้วประมูลหรือล็อกสเปคเกิดขึ้น
ส่วนข้อกังวลว่าข้อมูลจะรั่วไหลออกไปนอกประเทศ แต่ทางกระทรวงดีอี ก็ยืนยันว่าไม่รั่วไหลแน่นอนมองอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ให้ประชาชนเลือกที่จะเชื่อว่าเราสามารถเชื่อฟังไหนได้ ถ้าดูตามข้อกำหนดใน TOR เองเขียนไว้ค่อนข้างชัด ที่ทำให้เราตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลว่าการลงทะเบียนและการใช้ AI ในโครงการนี้ไม่ว่าจะฝั่งรัฐหรือผู้ให้บริการ สามารถรู้ได้ว่าใครเข้ามาใช้ และรู้ว่าใช้คำสั่งอะไรบ้าง ตนคงจะไปตอบแทนไม่ได้ว่าตกลงแล้วคำชี้แจงของรัฐบาล ที่ชี้แจงออกมาจริงหรือไม่จริง แต่อยากให้ประชาชนที่กำลังไปลงทะเบียนโครงการนี้ ตระหนักไว้เสมอ ว่ามีรายละเอียดใน TOR กำหนดไว้แบบนี้อยู่ แล้วข้อมูลที่เรากำลังจะเข้าไปใช้บริการนั้นรักษาข้อมูลความลับส่วนบุคคลเราไว้มากน้อยแค่ไหน
เมื่อถามว่าขณะนี้ยอดลงทะเบียนประมาณ 1 ล้านคน ถือว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ จากที่ตั้งเป้าไว้ 5 ล้านคน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเป้าก็อยู่ตามที่ประชาชนจะลงทะเบียนแต่โจทย์ใหญ่และสิ่งที่สำคัญมากกว่า หากดูจากคำชี้แจงของรัฐบาลแล้ว ที่พยายามบอกว่าทำโครงการนี้ออกมาเพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้คนไทยเข้าไปใช้ AI เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราก็เห็นด้วยในส่วนนี้
สิ่งที่สำคัญมากกว่าในการเอา AI มาปรับใช้ นอกเหนือจากการสร้างความตระหนักรู้ คือใช้ AI อะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์มากกว่าการใช้คำสั่งหรือพร้อมพ์ (Prompt) เช่น การบริหารจัดการภัยพิบัติ หรือการตรวจสอบการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือแม้แต่การทุจริตสอบท้องถิ่น จะเห็นว่ามีคนเปิดเว็ปไซต์ตรวจสอบและเปิดเผยบุคคลต่าง ๆ ที่มีการพัวพัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการใช้ AI เจนระบบขึ้นมาทั้งนั้น ซึ่งทำขึ้นมาจากภาคประชาชนและภาคประชาสังคมทำกันเอง แต่ลองคิดดูว่าโครงการในลักษณะนี้หากถูกริเริ่มโดยภาครัฐที่มีงบประมาณและอำนาจ โดยเอา AI เข้าไปจับจะเกิดประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ถ้ารัฐเลือกที่จะทำในสิ่งที่ควรจะต้องทำมากกว่านี้



