วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'อภิสิทธิ์' ปัด'สมการเปลี่ยนขั้ว'ปชป.ไร้ดีล เตือนกกต.ปล่อยผี 'โกงสว.' ประเทศพัง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เตือนกกต. ปล่อยผี 'โกงสว.' สุ่มเสี่ยงทำระบบการเมืองพัง เตือน “อนุทิน” การทำงานของฝ่ายค้านคือความงามในระบบประชาธิปไตย พร้อมยืนยันปชป.ไร้ดีลพลิกขั้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ "คมชัดลึก" ออกอากาศทาง Nationtv22 ถึงทิศทางการเคลื่อนไหวทางกฎหมายและการเมืองของฝ่ายค้าน ภายหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาชี้ขาดใน คดีโกงสว. ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการฮั้วและจัดตั้งคะแนนอย่างเป็นขบวนการ

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า การที่องค์กรอิสระอย่าง กกต. ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสในคดีนี้ ถือเป็นจุดสะท้อนของวิกฤตศรัทธาในระบบตรวจสอบของประเทศ เนื่องจาก สว. มีหน้าที่โดยตรงในการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ แต่ในเวลาเดียวกัน กกต. ชุดปัจจุบันหลายท่านก็ได้รับการแต่งตั้งมาจาก สว. ชุดนี้ ส่งผลให้เกิดข้อกังขาเรื่องการมีส่วนได้เสียและผลประโยชน์ทับซ้อน หาก กกต. มีมติยกคำร้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว สังคมย่อมไม่อาจยอมรับได้เพราะพยานหลักฐานทั้งจากอนุสืบสวน DSI และภาคประชาชน มีความชัดเจนในเชิงพฤติการณ์การลงคะแนนตามโพย

"หาก กกต. เลือกที่จะไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ทั้งที่พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงปรากฏชัดขนาดนี้ มันจะเป็นเรื่องที่อัศจรรย์มาก และ กกต. เองนั่นแหละที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อคำอธิบายนั้น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการเปิดเผยความจริงและตรวจสอบทางกฎหมายร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการตรวจสอบของฝ่ายค้านเป็นเรื่องของการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรีกำลังทำความเข้าใจสับสนในระบบสภา เพราะการยอมรับผลการเลือกตั้งก็คือการยอมรับบทบาทการเป็นฝ่ายค้าน และหน้าที่ของฝ่ายค้านในระบบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของการงอแงทางการเมือง
 

ส่วนกระแสข่าวเรื่องการปรับเปลี่ยนขั้วทางการเมืองหรือ ดีลลับต่าง ๆ นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสมการหรือดีลการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เสียง 21 เสียง ของพรรคมุ่งมั่นทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนะทางออกให้แก่ประเทศชาติอย่างเต็มที่ พร้อมระบุว่าแม้จะมีความพยายามจากพรรคการเมืองบางฝ่ายที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่วิกฤตศรัทธาและความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในขณะนี้ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดแรงต้านและแรงเสียดทานต่อรัฐบาลเองในที่สุด