จาก “ครม.เงา” เวอร์ชันสีฟ้าในยุคประชาธิปัตย์ สู่ “ครม.เงา” เวอร์ชันสีส้มของพรรคประชาชน ผ่านมาแล้วกว่า 3 เดือน ถึงเวลาพิสูจน์คำประกาศ “ฝ่ายค้านเชิงรุก” ว่าจะเปลี่ยนจากการตรวจสอบรัฐบาลบนเวทีสภา ไปสู่การเขย่าเสถียรภาพ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้จริงหรือไม่
นับตั้งแต่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นำทีมแถลงเปิดตัวคณะรัฐมนตรีเงา หรือ “ครม.เงา” เวอร์ชันสีส้ม ประกบกับ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา
การจัดโครงสร้างแบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก และมีผู้รับผิดชอบ 4 คน ได้แก่
เสาหลักแรก ด้านเศรษฐกิจ มี “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน รับผิดชอบ
เสาหลักที่สอง ด้านการปฏิรูปรัฐ รับผิดชอบโดย “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
เสาหลักที่สาม ด้านคุณภาพชีวิตใหม่ ดูแลโดย “เดชรัต สุขกำเนิด” รองหัวหน้าพรรคประชาชน
เสาหลักที่สี่ ด้านความมั่นคงใหม่ มี “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” เลขาธิการพรรคประชาชน รับผิดชอบ
จนถึงเวลานี้ ผ่านมากว่า 3 เดือนของการทำหน้าที่ “ครม.เงา” แน่นอนว่าเป็นจังหวะที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงเสียดทานจากสารพัดปัจจัย และเริ่มเห็นสัญญาณของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะขาลง
ขณะเดียวกัน สังคมกำลังจับตาและคาดหวังการทำหน้าที่ของ “ครม.เงา” ภายใต้การนำของพรรคประชาชน ตามที่เคยประโคมโหมโรงไว้ตั้งแต่ครั้งเปิดตัวว่า จะเป็นกลไกตรวจสอบรัฐบาลเชิงรุกแบบวาระนำ หรือ Agenda-based เพื่อติดตามการทำงานและเสนอทางเลือกเชิงนโยบายคู่ขนานไปกับการบริหารงานของรัฐบาล
โดยเฉพาะเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ซึ่งมี “ศึกซักฟอก” รออยู่เบื้องหน้า
จึงต้องจับตาว่า ฝ่ายค้านจะสามารถโชว์ฟอร์มตามแนวทาง Agenda-based ได้มากน้อยเพียงใด และจะสร้างภาพการเป็น “แกนนำ” ของฝ่ายค้าน รวมถึงบทบาทของ “ครม.เงา” ให้โดดเด่นได้เพียงใด เมื่อเทียบกับ “ครม.เงา” ในยุคพรรคประชาธิปัตย์
เพราะต้องไม่ลืมว่า โมเดล “ครม.เงา” ที่ก่อตัวโดยพรรคประชาชน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในทางการเมือง หากย้อนกลับไปในอดีต จะพบว่าพรรคฝ่ายค้านเคยจัดตั้ง “ครม.เงา” เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมาแล้วถึง 2 ครั้ง
ย้อนรอย “ครม.เงา” เกมตรวจสอบรัฐบาล
ครั้งแรกเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค. 2550 พรรคพลังประชาชน กวาด สส.เข้าสภาฯ 256 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ 162 ที่นั่ง
จากนั้นวันที่ 28 ม.ค. 2551 ที่ประชุมสภาฯ มีมติ 233 ต่อ 164 เสียง เลือก “สมัคร สุนทรเวช” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย
พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องอยู่ในขั้วฝ่ายค้าน ก่อนที่วันที่ 8 ก.พ. 2551 ที่ประชุมพรรคจะมีมติจัดตั้ง “ครม.เงา” เพื่อตรวจสอบรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยมี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ “นายกรัฐมนตรีเงา”
ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ที่รับช่วงต่อจาก “นายกฯ สมัคร” ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง จากกรณีจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชน
กระทั่งต่อมา การเมืองเกิด “เกมพลิกขั้ว” หลังเหตุการณ์ยุบพรรคพลังประชาชน โดยพรรคประชาธิปัตย์เปิดเกมหักดิบ จับมือกับ สส. “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ซึ่งแยกออกจากพรรคพลังประชาชน และอดีต สส.พรรคมัชฌิมาธิปไตย
ต่อมาทั้ง 2 กลุ่มย้ายมารวมกันในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนเปิดเกมในสภาฯ รวบรวมเสียงและโหวตให้ “อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2551
ทว่า หลังพรรคประชาธิปัตย์ชิงเกมจัดตั้งรัฐบาลได้ราว 2 ปีเศษ การเมืองก็วนลูปกลับมาสู่การจัดตั้ง “ครม.เงา” อีกครั้ง โดยประชาธิปัตย์ที่มี “อภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้าน
การเลือกตั้งครั้งต่อมาเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 พรรคเพื่อไทย ซึ่งแปรสภาพมาจากพรรคพลังประชาชน กวาด สส.เข้าสภาฯ 265 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ 159 ที่นั่ง
ที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2554 มีมติ 296 เสียง เห็นชอบให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย
นำมาสู่มติที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2554 จัดตั้ง “ครม.เงา” เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล โดยมี “อภิสิทธิ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ “นายกรัฐมนตรีเงา” เป็นครั้งที่ 2 ก่อนที่วิกฤตการณ์ทางการเมืองจะนำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557
จาก “สีฟ้า”สู่“สีส้ม” บทพิสูจน์เกมฝ่ายค้าน
ผ่านไป 15 ปี นับจากการจัดตั้ง “ครม.เงา” ครั้งล่าสุดในปี 2554 การเมืองวนลูปกลับมาสู่สถานการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี “อภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรค กลับมาเป็นฝ่ายค้านอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะมี “พรรคประชาชน” เป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ขณะที่ประชาธิปัตย์แปรสภาพมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน
โมเดล “ครม.เงา” จึงถูกปัดฝุ่นจาก “เวอร์ชันสีฟ้า” สู่ “เวอร์ชันสีส้ม” โดยตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรีเงา” เป็นของ “เท้ง” ณัฐพงษ์
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หลังผ่านไปกว่า 3 เดือน “เกมรุกฝ่ายค้าน” ที่นำโดยพรรคประชาชน จะเดินหน้าได้เข้มข้นเพียงใด และสามารถใช้เวทีสภา โดยเฉพาะ “ศึกซักฟอก” เขย่า “บัลลังก์สีน้ำเงิน” ได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะวันที่ 25 ส.ค. ไม่ได้เป็นเพียงวันเปิดสมัยประชุมสภา หากยังเป็นเวทีสอบใหญ่ของ “ครม.เงาสีส้ม” ว่าจะสามารถเปลี่ยนจากบทบาทผู้จับตารัฐบาล ไปสู่การเป็น “รัฐบาลทางเลือก” ที่ประชาชนมองเห็นผลงานและคำตอบเชิงนโยบายได้จริงหรือไม่
และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า “ครม.เงาสีส้ม” จะเป็นเพียงเงาของรัฐบาล หรือจะกลายเป็นเงาที่กดทับรัฐบาลสีน้ำเงินได้จริง



