สัปดาห์หน้า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะกลับมาเปิดฉากอีกครั้ง พร้อมวาระร้อนที่ทยอยเข้าสู่การพิจารณา ทั้งร่างกฎหมายและการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล “อนุทิน”
ตลอดช่วงปิดสมัยประชุมกว่าหนึ่งเดือน ฝ่ายค้านมอบหมายให้ สส.เก็บและสืบหาข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ตรวจสอบรัฐบาลผ่านเวทีสภาฯ
“พรรคประชาชน” ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน เตรียมจับประเด็นใหญ่ ทั้งการโกงสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นที่โยงถึง “เส้นใหญ่มหาดไทย” การเปิดโปงขบวนการฮั้ว สว. ที่เชื่อมโยง “เครือข่ายพรรคแกนนำรัฐบาล” รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการล็อกสเปกผ่านทีโออาร์ โดยมี “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กำกับดูแล
ด้าน “พรรคประชาธิปัตย์” เกาะติดโครงการ TH-AI Passport เช่นกัน และขับเคลื่อนไปถึงขั้นเรียกร้องให้ยุติโครงการ หลังพบหลายประเด็นที่เห็นว่ามีข้อบกพร่อง รวมถึงติดตามการใช้งบประมาณบางรายการในนโยบาย “จ่าย แจก จบ” ของรัฐบาล ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้สังคมและเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม หากดูปฏิทินรัฐสภา ขณะนี้มี 4 วาระใหญ่รอเรียงคิวพิจารณา ได้แก่
1. พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
2. ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งรอเข้าสู่การพิจารณาวาระสองและวาระสาม
3. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
4. การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกของรัฐบาล “อนุทิน”
“กรวีร์ ปริศนานันทกุล” ประธานวิปรัฐบาล กางปฏิทินสภาฯ และคาดว่าเรื่องแรกคือ พ.ร.ก.กู้เงิน จะเข้าสู่วาระทันทีที่เปิดสมัยประชุมในวันที่ 26 ส.ค. เนื่องจากเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านทวงถามมาโดยตลอด อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งคำวินิจฉัยกลางมายังสำนักงานเลขาธิการสภาฯ แล้ว ขณะที่รัฐบาลพร้อมชี้แจงต่อที่ประชุม เพื่อให้ได้รับความเห็นชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
“รัฐบาลพร้อมที่จะชี้แจงในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก. นี้ ส่วนฝ่ายค้านยังติดใจและมีข้อกังวล เช่น การกู้เงินเพื่อใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลมีข้อมูลพร้อมชี้แจง และพร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยและคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ” กรวีร์ ระบุ
สำหรับคำวินิจฉัยกลางที่ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่ผ่านราชกิจจานุเบกษา และส่งสำเนามายังสำนักงานเลขาธิการสภาฯ นอกจากยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งแล้ว ยังวางแนวทางปฏิบัติไว้ 3 ประการ ได้แก่
1. คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และมุ่งหมายให้การฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและสังคมบรรลุผลสำเร็จ
2. คำนึงถึงฐานะการเงินการคลังของประเทศ
3. ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
ส่วนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 “กรวีร์” ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณอีกตำแหน่ง ระบุว่า การพิจารณาของ กมธ.จะแล้วเสร็จวันที่ 2 ก.ย. จากนั้นสภาฯ จะพิจารณาวาระสองและวาระสามในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน เบื้องต้นวางคิวไว้ 3 วัน
ถัดมาคือวาระ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกจับตาว่าจะสามารถกดปุ่มนับหนึ่งได้ภายในสมัยประชุมแรกนี้หรือไม่ โดยประธานวิปรัฐบาลระบุว่ายังไม่ได้กำหนดเวลา เนื่องจากต้องรอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ “ภาคประชาชน” ที่แจ้งความจำนงต่อ “ประธานรัฐสภา” ว่าจะเร่งเข้าชื่อประชาชน เพื่อยื่นร่างประกบกับฉบับของนักการเมือง
“สมัยประชุมที่แล้วหารือกันว่าจะรอฉบับแก้ไขของภาคประชาชน ดังนั้นต้องรอขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเข้าชื่อและการตรวจสอบ จึงยังไม่ชัดเจนว่ารายละเอียดทั้งหมดจะแล้วเสร็จเมื่อใด เพื่อให้รัฐสภาเริ่มนับหนึ่งในขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติ” กรวีร์ ระบุ
อีกวาระสำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสมัยประชุมที่สองของสภาฯ ปีแรก คือ “เปิดเวทีซักฟอก” เมื่อ “พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์” แท็กทีมเตรียมเข้าชื่อยื่นญัตติ
กรวีร์ระบุว่า ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านว่าจะยื่นญัตติต่อสภาฯ เมื่อใด ภายใน 4 เดือนของสมัยประชุมนี้ ตามขั้นตอนปกติ เมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้ว วิปจะประสานกับรัฐบาลเพื่อหาจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ก่อนตกลงร่วมกันและกำหนดวันอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
ทว่า นอกจาก 4 วาระหลักที่เห็นกรอบชัดเจนแล้ว ยังมี “ปัจจัยแทรกซ้อน” ที่ต้องจับตา เพราะอาจกระทบรัฐบาลสีน้ำเงินโดยตรง นั่นคือผลการตรวจสอบคดีโกง ทั้ง “โกงเลือก สว.” และ “โกงสอบท้องถิ่น”
โดยเฉพาะคดีการเลือก สว.ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีการทุจริต ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ระหว่างพิจารณา ก่อนสรุปว่าจะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาหรือไม่ โดยคาดว่าเร็วที่สุดอาจเป็นปลายเดือนสิงหาคม หรืออย่างช้าที่สุดในเดือนกันยายนนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีดังกล่าวมีผลต่อรัฐบาลอย่างมาก เพราะถูกประเมินว่าอาจเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งในทางกฎหมายอาจนำไปสู่การร้องยุบพรรคภูมิใจไทยและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคได้
แม้กระบวนการอาจใช้เวลาพิจารณาเกือบปี แต่ “คดีฮั้ว สว.” กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในสังคม จนขยายเป็นกระแส “ไม่ไว้วางใจ” เครือข่ายสีน้ำเงิน
เช่นเดียวกับ “โกงสอบท้องถิ่น” ที่ถูกตั้งคำถามถึง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะ รมว.มหาดไทย ว่าจะใช้มาตรการใดจัดการ เพื่อรื้อวงจรทุจริตแบบถอนรากถอนโคน
ทั้งหมดจึงเป็นโจทย์ที่ต้องจับตา ทั้งวาระการเมืองบนเวทีสภาฯ และปัจจัยแทรกซ้อนนอกสภาฯ ซึ่งอาจเร่งกระแสให้สังคมลดศรัทธาและความนิยมต่อ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”
สภาฯ เปิดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ 4 วาระร้อนบนปฏิทิน แต่คือ 4 ด่านทดสอบรัฐบาลอนุทิน ขณะที่คดีฮั้ว สว.-โกงสอบท้องถิ่น อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลานอกสภา” ที่พร้อมเขย่าความเชื่อมั่นรัฐบาลได้ทุกเมื่อ



