“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ฝ่ายค้าน จ่อซักฟอกรัฐบาล “โกง สว.” หวัง ปั่นกระแสหรือไม่ ข้องใจ ตอนรัฐบาลก่อนทำไมไม่ตรวจสอบ ขู่ ดำเนินคดีอาญา เจ้าของวลี ทำเพื่อข้างบน หากแอบอ้างสถาบัน จ่อ ร้องสมชัย เรี่ยไรเงินสู้คดีมิชอบด้วนกม.
จากกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน เตรียมจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย กรณีโกงสว.นั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นกรณีดังกล่าวว่า ระบบรัฐสภาไทยสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันผู้ใช้อำนาจปกครองเหลิงอำนาจ เป็นไปตามหลักทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ โดยประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาแนวทางเดียวกับสหราชอาณาจักร โดยถืออังกฤษเป็นโมเดล กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของไทย กำหนดในกลไกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดๆ นับแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน
“แต่ปัญหาว่า การตรวจสอบระหว่าง สส. กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดกลไกตรวจปีละครั้ง โดยถือปีสมัยประชุมเป็นหลัก ในการเปิดสมัยประชุมครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ฝ่ายค้านย่อมตรวจสอบถ่วงดุลรัฐมนตรีทั้งคณะหรือบางรายก็ได้ จะลงมติหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่ญัตติที่ฝ่ายค้านนำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ สว. เป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ในอังกฤษถือว่าเป็นสภาขุนนางหรือสภาสูง ของไทยไม่ต่างกัน มีหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมาย แต่ของไทยพิเศษตรงให้อำนาจ สว. เห็นชอบองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ โดยโยกอำนาจถอดถอนนักการเมืองให้เป็นอำนาจฝ่ายตุลาการเป็นการยกระดับและพัฒนา Constitution ที่ควบคู่กับระบบ Parliament” ดร.ณัฐวุฒิกล่าว
ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนกลไกรัฐธรรมนูญ สส. ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ที่ออกแบบเช่นนี้ เพราะ สส. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกำหนดให้ สส. เลือกหัวหน้ารัฐบาล โดยยึดหลักเสียงข้างมาก ตาม รธน. ม.159 การตรวจสอบถ่วงดุล โดยยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ครม. หรือ รมต. รายบุคคล แล้วแต่เหตุผล ส่วนใหญ่เป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง เพื่อให้หล่นจากเก้าอี้ แต่ต้องเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดิน หากลงมติถือเสียงข้างมาก หากรัฐบาลคุมเกมในสภาได้ หมายความว่า คุมเสียง สส. ข้างมากในสภา โอกาสหล่นจากเก้าอี้มีน้อย
ทั้งนี้ ในการลงมติ ต้องใช้เสียง 251 เสียง ถามว่าฝ่ายค้านจะไปรวบรวมเสียงมาจากไหน ทั้งกรณีสว. แม้ถูกกล่าวหาว่าพัวพัน แต่ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นในปี 2567 ในยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ทั้งพรรคประชาชนทำ MOA ผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในขณะนั้นเป็นนายกฯ แต่กลับไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบทั้งในยุครัฐบาลแพทองธาร ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้ว อำนาจตรวจสอบเป็นของ กกต. มิใช่อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ถามว่าปั่นกระแสการเมืองหรือไม่ และต้องถามหัวหน้าเท้งว่า มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจ สส. ตรวจสอบกรรมการในองค์กรอิสระได้ เว้นแต่ พ.ร.ป. ป.ป.ช.
“ทำไมไม่ไปถามนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับ กกต. และขณะนี้อดีต กกต. รายนี้ถูกดำเนินคดีอาญาหนักหลายข้อหา และข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมร้ายแรง เรี่ยไรหาเงินมาต่อสู้คดี สายลับแจ้งข่าวว่า เรี่ยไรโดยไม่ขออนุญาต น่าจะโดนคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.บ.คอมฯ ตามเป็นพรวน ตนจะไปกล่าวโทษด้วยตนเอง” ดร.ณัฐวุฒิกล่าว
ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนเวทีสัมมนาโกง สว. เท่าที่ตนเองติดตาม เอาเหล้าเก่ามาเขย่าขวดใหม่ พยานบุคคลที่นำมาแสดง ต่างร้องคัดค้านต่อ กกต. เฉพาะปมคุณสมบัติ สว. ด้วยกัน ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ และไม่ใช่พยานในสำนวนคดีที่ กกต. ไต่สวน ต้องไปถามบุคคลที่นำไปเปิดว่า จริงหรือไม่ ส่วนที่นักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งทางภาคอีสาน ที่ระบุตามคลิปทำเพื่อข้างบนหากตีความว่าหมายถึงสถาบัน ตนจะไปดำเนินคดีอาญากับนาย ว. เป็นคนแรก เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ตนคงยอมไม่ได้ หากมีพฤติกรรมไปแอบอ้างสถาบัน ส่วนที่แอบอ้าง กกต. โดย กกต. เป็นองค์กรอิสระและได้รับความเสียหาย ต้องดำเนินคดีอาญา ต้องไปถาม ประธานกกต. จะดำเนินคดีอาญาหรือไม่



