สถานการณ์งบประมาณของรัฐบาล“อนุทิน ชาญวีรกูล” น่าจะตกในสภาวะ“กระเบียดกระเสียร” เหมือนมีความพยายาม“เก็บออม” เพื่อนำไปใช้เหตุจำเป็นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สะท้อนผ่านทุกหน่วยงานถูกตัดงบฯ การเบิกจ่ายค่อนข้างล่าช้า
จากกรณีข้อร้องเรียนกำลังพลตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (ตชด.ภ.1) ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเผชิญปัญหา ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายวันละ 240 บาทตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน 5 เดือนเต็ม เนื่องจากรัฐบาลยังไม่อนุมัติงบประมาณ
กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของกำลังพล ภายหลังได้รับการจัดสรรงบประมาณภารกิจเฝ้าระวังการรุกล้ำอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำหรับห้วงเดือนต.ค.2568 -เม.ย.2569 จำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 1-3 (ต.ค.2568 - ก.พ.2569) เบิกจ่ายเรียบร้อยแล้ว
ในห้วงที่ 4 ห้วงเดือน มี.ค. - เม.ย.2569 บช.ตชด.โอนจัดสรรให้กับหน่วยต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างหน่วยต้นสังกัด ดำเนินการเบิกจ่ายให้กับกำลังพล
สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ(ค่าเบี้ยเลี้ยง ) ห้วง พ.ค.-ก.ค.2569 ได้ขอการสนับสนุบงบฯกลาง ขอรับความเห็นชอบจาก “นายกฯ-สำนักงบประมาณ” อยู่ระหว่างการพิจารณา
ขณะที่ “ตชด.ภ.2” ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน ยังไม่ได้รับเงินสิทธิที่ควรได้ ผ่านการเปิดเผยของ “พงศกร ขวัญเมือง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้สอบถามไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับยืนยันว่า
"ปัญหาความล่าช้า ไม่ได้เกิดขึ้นจาก ตร.และพยายามแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ด้วยการโยกงบฯ ภายในมาจัดสรรแล้ว แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบฯ มีไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องขออนุมัติจัดสรรงบฯกลางจากรัฐบาล ซึ่งขณะนี้เรื่องยังคงค้าง และติดคอขวดอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ยังไม่อนุมัติลงมา"
“ขอเรียกร้องรัฐบาลให้เร่งอนุมัติงบฯกลางโดยด่วนที่สุด อย่ามองสวัสดิการของตำรวจผู้น้อยเป็นเรื่องไม่เร่งด่วน ขอย้ำว่ากำลังพลทุกนายคือมนุษย์ที่มีภาระต้องดูแลครอบครัว ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงหมาก ที่พอใช้งาน จบสงครามแล้ว ก็ล้มกระดานทิ้ง หรือลอยแพนักรบแนวหน้าตามชายแดนอีกต่อไป” โฆษก ปชป.ระบุ
ฟาก “กองทัพบก” งบฯอัตรากำลังพลรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งของหน่วยกองทัพภาคที่1 (ทภ.1)กองกำลังบูรพา รับผิดชอบพื้น จ.สระแก้ว และ ทภ.2 กองกำลังสุรนารี ถูกตัด 1,000 กว่าล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570
กองทัพบก จึงมี 3 แนวทางแก้ปัญหา คือ 1. แปรญัตติเพิ่ม เพราะถือเป็นความจำเป็น เนื่องจากช่วงปฏิบัติการสู้รบไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาไม่ได้ใช้กำลังเพียง ทภ.2 แต่นำกำลังมาจาก จ.กาญจนบุรี จ.สระบุรี และภาคเหนือด้วย แม้ปัจจุบันมีการปรับลดยอดกำลังพลลงตามสถานการณ์ แต่ก็ยังเกินกว่าอัตราของกองกำลังสุรนารี และกองกำลังบูรพาที่มีอยู่ปกติ
2.หากแปรญัตติไม่ได้ ก็อาจต้องของบฯกลาง และ 3.หากไม่ได้อาจจะต้องปรับลดถอนกำลังทหารจ.กาญจนบุรี จ.สระบุรี และภาคเหนือกลับที่ตั้ง ใน 6 เดือนข้างหน้า เพื่อให้สอดรับตามงบฯที่ได้รับ
“งบฯกำลังพลของ ทบ.ถูกตัด 1,000 กว่าล้านบาท ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย และยังมีเตรียมเข้าสภาฯ อาจถูกตัดเกลี้ยงอีก ก็ไม่รู้อีกกี่ร้อยกว่าล้าน แต่งบฯกว่า 1,000 ล้าน ถ้าไม่ได้คืน จะอยู่ได้แค่ 6 เดือน ต้องถอนทหารออกหมด ขณะนี้ยื่นแปรญัตติไว้แล้ว ถ้าไม่ได้ ก็ต้องของบฯกลางจากรัฐบาล และถ้ายังไม่ได้อีก ก็ต้องถอนทหารกลับหน่วยที่ตั้ง” แหล่งข่าว ทบ.ระบุ
ทั้งนี้ หากย้อนสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุปะทะ กำลังทหารไทยพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เข้าขั้น “อ่อนปวกเปียก” ไร้กำลังหลัก มีแต่ ตชด.ทหารพราน ในขณะที่กองกําลังสุรนารี กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี มีเพียงกองร้อยเคลื่อนที่เร็ว จนเปิดช่องให้ทหารกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย
เนื่องจากขณะนั้น กองทัพบกได้งบประมาณจำกัด และต้องประเมินภัยคุกคามเร่งด่วน จึงทุ่ม “สรรพกำลัง-งบประมาณ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีการสู้รบทุกปี จนลดความสำคัญชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งคาดว่าน่าจะมีภัยคุกคามเบาบางสุด
แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ชายแดนไทยรอบประเทศมีความเร่งด่วนทุกพื้นที่ ในขณะที่งบประมาณมีจำกัด บางส่วนถูกตัด ทำให้กองทัพบกต้องบูรณาการลำดับความเร่งด่วนภัยคุกคามในพื้นที่ใหม่ โดยให้ประคับประคองสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ไม่ให้มีสถานการณ์ในห้วงนี้
แน่นอนว่า ชายแดนไทย-กัมพูชา คือพื้นที่เร่งด่วนสูงสุดที่ต้องให้ความสำคัญ แม้ระดับ“รัฐบาลไทย-รัฐบาลกัมพูชา” จะยืนยันต่อประชาคมโลก ในทุกเวทีต่างประเทศ ต่อจุดยืนการแก้ชายแดนไทย-กัมพูชา สองประเทศจะยึดแนวทางสันติวิธี ภายใต้กรอบการเจรจาทวิภาคีแก้ปัญหาข้อพิพาทแทนการใช้กำลังทหาร
ทว่า ยิ่งใกล้หมดหน้าฝน ความเคลื่อนไหวกำลังทหารใน “สมรภูมิชายแดน” เริ่มหนาแน่น โดยเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญทางทหาร การเมืองเชิงสัญลักษณ์ เศรษฐกิจ และความได้เปรียบในการสู้รบ
จึงมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะความไม่เรียบร้อยได้ ไล่ตั้งแต่ชายแดนจ.สระแก้ว บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านคลองแผง พื้นที่กองทัพภาคที่1 (ทภ.1) ส่วนพื้นที่เพ่งเล็ง 4-5 จุด ทภ.2 เช่น เขาพระวิหาร บริเวณห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ช่องจอม โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์ ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ และช่องบก ตรงเนิน 745 จ.อุบลราชธานี
สอดรับกับ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม แถลงข่าวผ่านรายการ “JIC Fact Update ชัดจริง ชัดเจน” โดยศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา(JIC) ที่ระบุว่า ได้รับทราบถึงความกังวลของประชาชนจากสถานการณ์ต่างๆ จึงขอยืนยันว่า กองทัพมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อติดตามสถานการณ์ และวางแนวทางป้องกันภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภัยคุกคามที่มีแนวโน้มว่าใกล้จะเกิดขึ้น
โดยประเมินผ่านความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนย้ายกำลังที่ผิดปกติ การเพิ่มกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร การทูตและพฤติกรรมทางการเมือง การเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ และพฤติกรรมผิดปกติอื่น ๆ ผ่านการสืบหาข่าวกรองและสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะนี้ประเมินว่าสถานการณ์ภัยคุกคามยังอยู่ในระดับที่ 1-2 เท่านั้น หรือระดับที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังด้วยความกังวล
เรื่อง“สิทธิ-สวัสดิการ-เบี้ยงเลี้ยง” คือ ขวัญกำลังใจทหารแนวหน้าที่ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน หากล่าช้า-ถูกตัดงบฯ แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบใหญ่หลวง ดังนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ต้องเกลี่ยงบฯ มาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป



