วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ทัพหน้า’ ระส่ำ ‘งบพันล้าน’ วืดจ่อถอนทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

เรื่อง “สิทธิ-สวัสดิการ-เบี้ยเลี้ยง” คือขวัญกำลังใจทหารแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หากล่าช้า-ถูกตัดงบ ย่อมส่งผลกระทบใหญ่หลวง ดังนั้น "รัฐบาล" ต้องเกลี่ยงบ มาเติมเต็มส่วนที่ขาด

KEY POINTS

  • ตชด.ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ถูกค้างจ่ายค่าสิทธิ-สวัสดิการ เพราะรอกระบวนการพิจารณาฝ่ายรัฐบาล
  • “กองทัพบก” ถูกตัดงบอัตรากำลังพลรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 1,000 กว่าล้านบาท 
  • กองทัพบก มีแนวโน้มถอนทหารชายแดนไทย-กัมพูชา หากแปรญัตติ หรือของบกลางไม่ได้
  • ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ประเมินสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อยู่ในระดับที่ต้องติดตาม และเฝ้าระวังด้วยความกังวล

สถานการณ์งบประมาณของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” น่าจะตกในสภาวะ “กระเบียดกระเสียร” เหมือนมีความพยายาม “เก็บออม” เพื่อนำไปใช้เหตุจำเป็นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สะท้อนผ่านทุกหน่วยงานถูกตัดงบ การเบิกจ่ายค่อนข้างล่าช้า

จากกรณีข้อร้องเรียนกำลังพลตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (ตชด.ภ.1) ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเผชิญปัญหา ถูกค้างเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายวันละ 240 บาทตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน 5 เดือนเต็ม เนื่องจากรัฐบาลยังไม่อนุมัติงบประมาณ

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของกำลังพล ภายหลังได้รับการจัดสรรงบประมาณภารกิจเฝ้าระวังการรุกล้ำอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สำหรับห้วงเดือนต.ค.2568 - เม.ย.2569 จำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 1-3 (ต.ค.2568 - ก.พ.2569) เบิกจ่ายเรียบร้อยแล้ว

ในห้วงที่ 4 ห้วงเดือนมี.ค. - เม.ย.2569 บช.ตชด.โอนจัดสรรให้กับหน่วยต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างหน่วยต้นสังกัด ดำเนินการเบิกจ่ายให้กับกำลังพล

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ(ค่าเบี้ยเลี้ยง ) ห้วง พ.ค. - ก.ค.2569 ได้ขอการสนับสนุนงบกลาง ขอรับความเห็นชอบจาก “นายกฯ-สำนักงบประมาณ” อยู่ระหว่างการพิจารณา

ขณะที่ “ตชด.ภ.2” ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน ยังไม่ได้รับเงินสิทธิที่ควรได้ ผ่านการเปิดเผยของ “พงศกร ขวัญเมือง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้สอบถามไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับยืนยันว่า

"ปัญหาความล่าช้า ไม่ได้เกิดขึ้นจาก ตร.และพยายามแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ด้วยการโยกงบ ภายในมาจัดสรรแล้ว แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบ มีไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องขออนุมัติจัดสรรงบกลางจากรัฐบาล ซึ่งขณะนี้เรื่องยังคงค้าง และติดคอขวดอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ยังไม่อนุมัติลงมา"

“ขอเรียกร้องรัฐบาลให้เร่งอนุมัติงบกลางโดยด่วนที่สุด อย่ามองสวัสดิการของตำรวจผู้น้อยเป็นเรื่องไม่เร่งด่วน ขอย้ำว่ากำลังพลทุกนายคือ มนุษย์ที่มีภาระต้องดูแลครอบครัว ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงหมาก ที่พอใช้งาน จบสงครามแล้ว ก็ล้มกระดานทิ้ง หรือลอยแพนักรบแนวหน้าตามชายแดนอีกต่อไป” โฆษก ปชป.ระบุ

ฟาก “กองทัพบก” งบอัตรากำลังพลรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งของหน่วยกองทัพภาคที่1 (ทภ.1)กองกำลังบูรพา รับผิดชอบพื้น จ.สระแก้ว และ ทภ.2 กองกำลังสุรนารี ถูกตัด 1,000 กว่าล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570

กองทัพบก จึงมี 3 แนวทางแก้ปัญหา คือ 1. แปรญัตติเพิ่ม เพราะถือเป็นความจำเป็น เนื่องจากช่วงปฏิบัติการสู้รบไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาไม่ได้ใช้กำลังเพียง ทภ.2 แต่นำกำลังมาจาก จ.กาญจนบุรี จ.สระบุรี และภาคเหนือด้วย แม้ปัจจุบันมีการปรับลดยอดกำลังพลลงตามสถานการณ์ แต่ก็ยังเกินกว่าอัตราของกองกำลังสุรนารี และกองกำลังบูรพาที่มีอยู่ปกติ

2.หากแปรญัตติไม่ได้ ก็อาจต้องของบกลาง  และ 3.หากไม่ได้อาจจะต้องปรับลดถอนกำลังทหาร จ.กาญจนบุรี จ.สระบุรี และภาคเหนือกลับที่ตั้ง ใน 6 เดือนข้างหน้า เพื่อให้สอดรับตามงบที่ได้รับ

“งบกำลังพลของ ทบ.ถูกตัด 1,000 กว่าล้านบาท ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย และยังมีเตรียมเข้าสภาฯ อาจถูกตัดเกลี้ยงอีก ก็ไม่รู้อีกกี่ร้อยกว่าล้าน แต่งบกว่า 1,000 ล้าน ถ้าไม่ได้คืน จะอยู่ได้แค่ 6 เดือน ต้องถอนทหารออกหมด ขณะนี้ยื่นแปรญัตติไว้แล้ว ถ้าไม่ได้ ก็ต้องของบกลางจากรัฐบาล และถ้ายังไม่ได้อีก ก็ต้องถอนทหารกลับหน่วยที่ตั้ง” แหล่งข่าว ทบ.ระบุ

ทั้งนี้ หากย้อนสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุปะทะ กำลังทหารไทยพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เข้าขั้น “อ่อนปวกเปียก” ไร้กำลังหลัก มีแต่ ตชด.ทหารพราน ในขณะที่กองกําลังสุรนารี กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี มีเพียงกองร้อยเคลื่อนที่เร็ว จนเปิดช่องให้ทหารกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย

เนื่องจากขณะนั้น กองทัพบกได้งบประมาณจำกัด และต้องประเมินภัยคุกคามเร่งด่วน จึงทุ่ม “สรรพกำลัง-งบประมาณ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีการสู้รบทุกปี จนลดความสำคัญชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งคาดว่าน่าจะมีภัยคุกคามเบาบางสุด

แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ชายแดนไทยรอบประเทศมีความเร่งด่วนทุกพื้นที่ ในขณะที่งบประมาณมีจำกัด บางส่วนถูกตัด ทำให้กองทัพบกต้องบูรณาการลำดับความเร่งด่วนภัยคุกคามในพื้นที่ใหม่ โดยให้ประคับประคองสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ไม่ให้มีสถานการณ์ในห้วงนี้

แน่นอนว่า ชายแดนไทย-กัมพูชา คือ พื้นที่เร่งด่วนสูงสุดที่ต้องให้ความสำคัญ แม้ระดับ“รัฐบาลไทย-รัฐบาลกัมพูชา” จะยืนยันต่อประชาคมโลก ในทุกเวทีต่างประเทศ ต่อจุดยืนการแก้ชายแดนไทย-กัมพูชา สองประเทศจะยึดแนวทางสันติวิธี ภายใต้กรอบการเจรจาทวิภาคีแก้ปัญหาข้อพิพาทแทนการใช้กำลังทหาร

ทว่า ยิ่งใกล้หมดหน้าฝน ความเคลื่อนไหวกำลังทหารใน “สมรภูมิชายแดน” เริ่มหนาแน่น โดยเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญทางทหาร การเมืองเชิงสัญลักษณ์ เศรษฐกิจ และความได้เปรียบในการสู้รบ

จึงมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะความไม่เรียบร้อยได้ ไล่ตั้งแต่ชายแดน จ.สระแก้ว บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านคลองแผง พื้นที่กองทัพภาคที่1 (ทภ.1) ส่วนพื้นที่เพ่งเล็ง 4-5 จุด ทภ.2 เช่น เขาพระวิหาร บริเวณห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ช่องจอม โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์ ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ และช่องบก ตรงเนิน 745 จ.อุบลราชธานี

สอดรับกับ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม แถลงข่าวผ่านรายการ “JIC Fact Update ชัดจริง ชัดเจน” โดยศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา(JIC) ที่ระบุว่า ได้รับทราบถึงความกังวลของประชาชนจากสถานการณ์ต่างๆ จึงขอยืนยันว่า กองทัพมีมาตรการต่างๆ เพื่อติดตามสถานการณ์ และวางแนวทางป้องกันภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภัยคุกคามที่มีแนวโน้มว่าใกล้จะเกิดขึ้น 

โดยประเมินผ่านความเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น การเคลื่อนย้ายกำลังที่ผิดปกติ การเพิ่มกำลัง และอาวุธยุทโธปกรณ์ การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร การทูต และพฤติกรรมทางการเมือง การเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ และพฤติกรรมผิดปกติอื่นๆ ผ่านการสืบหาข่าวกรอง และสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะนี้ประเมินว่าสถานการณ์ภัยคุกคามยังอยู่ในระดับที่ 1-2 เท่านั้น หรือระดับที่ต้องติดตาม และเฝ้าระวังด้วยความกังวล

เรื่อง “สิทธิ-สวัสดิการ-เบี้ยเลี้ยง” คือ ขวัญกำลังใจทหารแนวหน้าที่ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน หากล่าช้า-ถูกตัดงบ แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบใหญ่หลวง ดังนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ต้องเกลี่ยงบ มาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์