จับตาการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ “ครม.สัญจร” นัดแรกของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.นี้ กับการปักหมุดวาระสำคัญ ทั้งโครงการเรือธง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หวังกลบจุดอ่อน “กระแสนิยมรัฐบาล” ที่ยังไม่ฟื้นจากขาลง
ที่น่าสนใจคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มอบหมาย “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะ “แม่ทัพภาคใต้” ของพรรคภูมิใจไทย เป็นหัวเรือใหญ่เตรียมวาระการประชุม
ประเด็นหลักประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ 2.การยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยว และบริการ 3.การแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก และ 4.การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเมืองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
ทั้งหมดสะท้อนการวางหมากของ “พรรคสีน้ำเงิน” ที่ต้องเร่งพลิกเกม หลังรัฐบาลกำลังติดหล่ม ขณะที่นโยบายเรือธงหลายโครงการกลับเจอแรงต้าน โดยเฉพาะ “แลนด์บริดจ์” มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนสะท้อนข้อกังวลมาอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ผลศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 133/2569 ซึ่งมี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธาน ยังชี้ถึงประเด็น “ความไม่คุ้มค่า” ของโครงการ
ในทางการเมืองจึงกลายเป็นช่องให้ “พรรคประชาธิปัตย์” คู่แข่งสำคัญในภาคใต้ หยิบประเด็นดังกล่าวมาขยี้แผล หวังดึงคะแนนนิยม
ดันฟื้น 5 จังหวัดใต้ สยบ “3 ปมหลอน”
อีกปมคือ การแก้ปัญหาพลังงานช่วงต้นรัฐบาล ท่ามกลางข้อครหาเรื่อง “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ซึ่งพบการกระจุกตัวในพื้นที่ภาคใต้ ฐานที่มั่นของเจ้าสัวบางราย ทิ้งข้อสงสัยไว้ไม่น้อย
เช่นเดียวกับเหตุ “มหาอุทกภัยหาดใหญ่” จ.สงขลา และจังหวัดภาคใต้รวม 9 จังหวัดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในช่วง “รัฐบาลอนุทิน 1” ซึ่งยังเป็นบาดแผลของคนใต้
ปมเหล่านี้ยังคงตามหลอกหลอน และอาจกลายเป็นพายุลูกใหม่ที่กระทบคะแนนนิยมรัฐบาล ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองในภาคใต้ที่พร้อมบดขยี้รัฐบาล และช่วงชิงความได้เปรียบทุกจังหวะ
ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้า จึงต้องจับตา “หมุดหมายใหม่” ของพรรคสีน้ำเงินว่าจะงัดอะไรออกมากอบกู้สถานการณ์
ย้อนกลับไปการประชุมเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมี “พิพัฒน์” เป็นประธาน และมีทั้งหน่วยงานรัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วม ได้วางกรอบ “5 จังหวัดภาคใต้” ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
พิพัฒน์ ระบุว่า ได้มอบการบ้านให้ทั้ง 5 จังหวัดเสนอ “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ” รวมถึงสิ่งที่ต้องการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะผังเมือง และโซนนิ่งที่ใช้มาระยะหนึ่งแล้ว จุดใดควรปรับให้ภาคเอกชน และผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอ ก่อนประชุมสรุปอีกครั้งวันที่ 25 ส.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล
ข้อเสนอเบื้องต้นเน้นส่งเสริมอาชีพ และฟื้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุดของประเทศ พิพัฒน์ในฐานะผู้กำกับดูแลพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จึงเตรียมนำประเด็น 5 จังหวัดเข้าสู่ ครม.สัญจร เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้องประชาชน
ส่วนโครงการ “Missing Link” ซึ่งจะเข้ามาแทนแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไป กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างศึกษาเพิ่มเติมว่า ท่าเรือระนองเหมาะสมต่อการพัฒนา และลงทุนโดยภาครัฐหรือไม่ หากไม่เหมาะสมจะสำรวจพื้นที่อื่นต่อไป
โหนนโยบาย “ลุง” ดึงแต้มอนุรักษนิยม
อีกโครงการที่ต้องจับตาคือ การ “รื้อฟื้น” นิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยพิพัฒน์ยืนยันว่าไม่ได้ล้มโครงการ แต่ให้สภาพัฒน์ศึกษาใหม่ และต่อยอดจากการลงพื้นที่สำรวจเรื่อง SCA
ประเด็นที่ยังเห็นต่างคือ การสร้างท่าเรือน้ำลึก เนื่องจากสงขลามีท่าเรือน้ำลึกอยู่แล้ว แต่กำลังประสบปัญหาความแออัด ผู้ประกอบการส่งออกกังวลว่าท่าเรือไม่เพียงพอรองรับเรือขนส่งสินค้า
ในมิติการเมือง การวางหมากดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ภูมิใจไทยกำลังถูกกดดันจากทั้งประชาธิปัตย์ และกล้าธรรม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในสนามใต้ จึงไม่แปลกที่ “สีน้ำเงิน” จะปัดฝุ่นนโยบายยุค พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีภาพเป็น “บิ๊กลีดเดอร์” ฝั่งอนุรักษนิยม เพื่อดึงคะแนนจากฐานเสียงเดียวกัน
จึงต้องจับตา “ประชานิยมสีน้ำเงิน” ใน 5 จังหวัดที่จะถูกปล่อยออกมาในการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน 2 เพื่อชิงแต้มในสมรภูมิใต้ที่กำลังขับเคี่ยวระหว่างภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ กล้าธรรม และประชาชาติ
ปัจจุบัน ภูมิใจไทยครองที่นั่ง สส.ภาคใต้สูงสุด 31 ที่นั่ง ตามด้วยกล้าธรรม 12 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 9 ที่นั่ง ประชาชาติ 4 ที่นั่ง พรรคประชาชน 2 ที่นั่ง และไทรวมพลัง 1 ที่นั่ง
เฉพาะ 5 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ สงขลา มี สส.9 คน แบ่งเป็นภูมิใจไทย 4 คน รวม “รมต.เพชร” สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล้าธรรม 3 คน และประชาธิปัตย์ 2 คน
สตูล มี สส.2 คน ภูมิใจไทยครองทั้ง 2 เขต ได้แก่ พีรพัฒน์ รัชกิจประการ หลานชายพิพัฒน์ และ “โกแพ” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย
ปัตตานี มี สส.5 คน เป็นภูมิใจไทย 4 คน และกล้าธรรม 1 คน ยะลา มี สส.3 คน เป็นพรรคประชาชาติทั้งหมด นราธิวาส มี สส.5 คน แบ่งเป็นกล้าธรรม 3 คน ภูมิใจไทย 1 คน และประชาชาติ 1 คน
ภายใต้ปัจจัยรุมเร้ารัฐบาล และภูมิใจไทย ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะขาลง เกมการเมืองจึงกลายเป็นการบดขยี้ และตีขนาบรอบทิศ เพื่อ “เจาะไข่แดง” ดึงคะแนนจากพรรคน้ำเงิน
สุดท้ายต้องจับตาว่า “หมุดหมายใหม่” จาก ครม.สัญจรนัดแรกของรัฐบาลอนุทิน 2 จะมีพลังพอพลิกเกมที่กำลังติดหล่มได้หรือไม่
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



