วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ไทย' สวนเดือด 'กัมพูชา' อย่าใช้'เขตแดน' บดบัง 'อาชญากรรมข้ามชาติ'

"ไทย" สวนเดือด "กัมพูชา" อย่าใช้"เขตแดน" บดบัง "อาชญากรรมข้ามชาติ"ไม่ใช่การก้าวก่าย แต่เป็นความรับผิดชอบร่วม ประชาคมระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึง กรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำตัวเป็น “ตำรวจอาเซียน” ว่า ประเทศไทยไม่ได้ทำตัวเป็นตำรวจอาเซียน และไม่ได้ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศใด แต่ไทยจะไม่เพิกเฉยต่ออาชญากรรมข้ามชาติที่ทำร้ายประชาชนไทย ประชาชนอาเซียน และประชาชนทั่วโลก

สิ่งสำคัญคือต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อกล่าวหา โดยเรื่องอธิปไตยคือเรื่องอธิปไตย เรื่องสแกมเมอร์คือเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ และเรื่องเมียนมาคือกระบวนการทางการทูตและกลไกอาเซียน ทั้ง 3 เรื่องไม่ควรถูกนำมาปะปนกันเพื่อสร้างข้อกล่าวหาว่าประเทศไทยมีเจตนาอื่นแอบแฝง

เมื่อถามถึงกรณีที่ทางกัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำตัวเป็น ตำรวจอาเซียนและใช้เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างเพื่อบุกรุกกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า ควรกลับมาดูข้อเท็จจริงมากกว่าการใช้ถ้อยคำทางการเมือง โดยประเทศไทยไม่เคยประกาศตัวว่าเป็นตำรวจของอาเซียน และไทยเคารพอธิปไตยของประเทศสมาชิกทุกประเทศ

“แต่สแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่กิจการภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะผู้เสียหายอยู่ทั่วโลก มีทั้งการฉ้อโกง การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และอาชญากรรมข้ามชาติหลายรูปแบบ การปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ไม่ใช่การก้าวก่ายใคร แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่ กัมพูชาระบุว่าไทยใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างในเรื่องดินแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยข้อพิพาทหรือประเด็นเกี่ยวกับเขตแดนต้องดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลง และกลไกที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ อย่านำเรื่องอาชญากรรมมาบังเรื่องเขตแดน และในทางกลับกัน ก็อย่านำเรื่องเขตแดนมาใช้เป็นเกราะกำบังให้อาชญากรรมข้ามชาติ ประเทศไทยพร้อมพูดคุยเรื่องเขตแดนด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่มีอยู่ แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากเครือข่ายอาชญากรรม

ส่วนกรณีที่ถามว่าไทยมีหลักฐานหรือไม่ว่าสแกมเมอร์เป็นปัญหาระดับโลก ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยที่พูด เพราะองค์กรระหว่างประเทศและหลายประเทศทั่วโลกต่างยอมรับตรงกันว่า Scam Centres ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ที่ร้ายแรง

“เพราะฉะนั้น แทนที่จะถามว่า ประเทศไทยมีสิทธิ์ไปปราบหรือไม่ผมคิดว่าคำถามที่ประชาคมโลกอยากได้คำตอบมากกว่าคือ เราจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อไม่ให้พื้นที่ใดในอาเซียนกลายเป็น ที่หลบภัย (Safe Haven) ของอาชญากรรมข้ามชาติ ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ รวมถึงกัมพูชา”

ส่วนกรณีที่กัมพูชามองว่าประเทศไทยก้าวก่ายมากเกินไป ผอ.JIC กล่าวว่า ไทยไม่ได้ก้าวก่าย และไม่ได้ต้องการเข้าไปทำหน้าที่แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศอื่น สิ่งที่ไทยต้องการคือ Cooperation ไม่ใช่ Intervention

“ถ้าอาชญากรรมเกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง แต่หลอกเงินประชาชนอีกสิบประเทศ ใช้บัญชีธนาคารอีกประเทศหนึ่ง ใช้เครือข่ายโทรคมนาคมข้ามพรมแดน และมีการค้ามนุษย์จากหลายสิบประเทศ เรื่องนั้นไม่สามารถเรียกว่าเป็น เรื่องภายในได้อีกต่อไป ทางออกจึงไม่ใช่การกล่าวหากัน แต่คือการร่วมมือกัน”

ส่วนกรณีที่ไทยเชิญผู้นำเมียนมามาเยือน ถือว่าฝ่าฝืนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องเมียนมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ควรนำมาปะปนกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือการปราบสแกมเมอร์

ประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ ชายแดน ผู้พลัดถิ่น และมนุษยธรรม การพูดคุยจึงไม่ได้หมายความว่าไทยเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่อีกฝ่ายทำ โดย “Diplomatic engagement” ไม่เท่ากับ “endorsement”

ประเทศไทยยังสนับสนุนบทบาทของอาเซียนและการหาทางออกอย่างสันติ การพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อช่วยลดความรุนแรง ไม่ใช่การทำลายอาเซียน