วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'เท้ง' ปัดตรวจเข้มคดีโกง สว.เพราะหัก 'สีน้ำเงิน' ลั่นทำมาตลอด

'ณัฐพงษ์' ปัดตรวจสอบเข้มคดีโกง สว.เพราะแตกหัก 'สีน้ำเงิน' ลั่นทำมาตลอด โต้ 'อนุทิน' อยู่การเมืองมานาน ถ้ามีมูลยื่นซักฟอกได้ ขู่รัฐบาลถ้าปรับ ครม.หนี เจอแน่

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน (ปชน.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรี ระบุว่า คดีฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาล และหากพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งคงไม่ตรวจสอบ

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่การพิสูจน์ทราบเพื่อสิ้นข้อสงสัย เชื่อว่านายกรัฐมนตรีอยู่ในการเมืองมานาน รู้อยู่แล้วว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเพียงแค่การมีมูลอันควรเชื่อได้ว่า ก็สามารถนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจได้แล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการปกติมากๆ ในสภา และในฐานะฝ่ายค้าน ผ่านการจัดเวทีเสวนาคดีฮั้ว สว. จะเห็นว่าเรามีหลักฐานชี้ชัดว่าขบวนการครั้งนี้มีการจัดตั้ง แลกเปลี่ยน รับผลประโยชน์แน่นอน ที่เรียกกันว่าขบวนการโกง สว. จากคำให้การของพยาน รวมถึงหลักฐานการจองโรงแรม เส้นทางการเงิน ก็ควรที่จะพาดพิงกลับไปยังพรรคการเมือง นักการเมือง ที่สังกัดอยู่พรรคภูมิใจไทย ดังนั้น เรื่องนี้ปฏิเสธได้ยากที่จะใช้เทคนิคบังคับกฎหมาย เพื่อมาสกัดไม่ให้เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้า ปชน.ชนะเลือกตั้งจะไม่ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ประเด็นการโกง สว. หลักฐานชัดมาก ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่อยากเรียกร้องไปมากกว่าอยากให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเป็นนักการเมืองก็ควรถูกตรวจสอบได้จากสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อถามว่ามีประเด็นเรียกร้องให้ตรวจสอบ  สว.สีส้มด้วย จะตรวจสอบควบคู่กันหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราตรวจสอบทุกคนอยู่แล้ว แต่ในกระบวนการเลือก สว. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ห้ามเรื่องการแนะนำตัวผู้สมัครแต่ละคนได้ เป็นกระบวนการที่ควรเป็นด้วยซ้ำ เพราะแต่ละคนต่างที่มา ต่างกลุ่มอาชีพ การที่จะให้รู้จักกัน ที่จะตัดสินใจลงคะแนนก็จะยาก เพราะฉะนั้น กระบวนการแนะนำตัวไม่ได้ขัดต่อระเบียบ กกต. แต่สิ่งที่ทำให้ผิดคือการสัญญาว่าจะให้ เรื่องผลตอบแทนด้านการเงิน ตำแหน่งต่างๆ ที่เราเรียกว่ากระบวนการโกง สว. ยืนยันว่าตรวจสอบทุกคน เพียงแต่ว่าหลักฐานที่เรามี อิงไปถึงบุคคลที่อยู่ตามคำร้อง ที่ตอนนี้ รอมติ กกต. วันที่ 31 ส.ค. ที่จะถึง

ถามย้ำว่า ทำไมถึงมาตรวจสอบตอนนี้ เพราะแตกกับฝั่งสีน้ำเงินใช่หรือไม่ คลิปเสียงก็ออกมาตั้งแต่ช่วงนั้น แต่พรรคประชาชนก็เพิกเฉย บอกว่าให้เป็นการดำเนินการของ กกต. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่หลักฐานอาจจะมีทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งหลักฐานที่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากคนในขบวนการนี้ ที่ส่งข้อมูลหลักฐานมาให้ จึงขอตอบสั้นๆ ยืนยันว่าเราตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว ยิ่งหลักฐานที่เราได้มากขึ้นทุกวัน ก็จะเป็นสิ่งที่มัดตัวการกระทำผิดจากฝั่งรัฐบาล ที่เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยมีส่วนพัวพันกับขบวนการโกงเลือก สว.จริงๆ 

เมื่อถามว่าพอจะบอกได้หรือไม่ว่าคลิปเสียงที่อ้างถึงเบื้องบนล่าสุด หมายถึงใคร ไม่ต้องระบุโดยตรงก็ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันคุ้มครองแหล่งที่มาของข้อมูล ตนเชื่อว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนที่เป็นคนเปิดเผยข้อมูลก็ไม่ให้ชื่อเหมือนกัน 

เมื่อถามว่ามีดรามามีนักวิชาการ และนักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องเชิงประชดประชันให้คนรักสถาบันอย่าอยู่นิ่งกับคลิปเสียง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้ามองในภาพกว้าง จริงๆ ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่อนุญาตให้กลุ่มคนที่มีอำนาจใช้กระบวนการนิติสงครามทำลายล้างระบบการเมือง จึงเป็นที่มาที่รณรงค์ในอดีต และมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย แต่ขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เอามาเป็นประเด็นในการรณรงค์

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าแก้ไขระบบการเมืองของพรรคประชาชน เราก็ดำเนินการแก้ไขในส่วนอื่นๆอยู่ ไม่ว่าจะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขให้องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และถ้าเห็นในคลิปเสียงว่ามีการพาดพิงถึงเบื้องบน จะเห็นบางกลุ่มบางก้อนการเมืองในอดีต หรือบรรดานักร้อง ก็จะร้องทำลายล้างมายังพรรคประชาชนมาโดยตลอด

กรณีนี้ ในคลิปเสียงก็มีหลักฐานค่อนข้างชัด จึงอยากให้ประชาชนลองดูว่ากลุ่มก้อนทางการเมืองเหล่านั้น นักร้องต่าง ๆ เหล่านั้น จะเอาประเด็นนี้ในการเขียนคำร้อง ร้องคนที่อยู่ในกลุ่มก้อนการเมืองฝั่งเดียวกับตนเองหรือไม่ การร้องในส่วนนี้เป็นประเด็นต่าง ๆ ที่ชี้ให้เห็นชัดที่สุดว่าสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมดในภาพใหญ่ ว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระบบการเมืองที่เปิดโอกาสให้คนมีอำนาจใช้กระบวนการนิติสงครามในการทำลายล้างทางการเมืองมากกว่าการปกป้องคุ้มครองสถาบันที่เป็นที่รักของพวกเราทุกคน 

เมื่อถามว่าแสดงว่าพรรคประชาชนเรียกร้องให้มีการยื่นคำร้องคดีตาม ม. 112 ด้วยใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ แต่พูดให้เห็นเส้นมาตรฐาน และให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเองว่าการดำเนินการในการตัดสินใจ การดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ถ้าปิดหน้าปิดชื่อ ไม่ได้ดูว่ามาจากกลุ่มก้อนการเมืองไหน สังกัดพรรคการเมืองไหน หรือเป็นพรรคพวกใคร มีการดำเนินการแบบเดียวกันหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าการร้องหรือไม่ร้องใครในเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน อาจจะเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตีทางการเมืองเท่านั้น

ถามย้ำว่าจะไม่ขัดกับหลักการพรรคใช่หรือไม่ ที่ไม่ควรมีการร้องคดี ม.112 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลักการของพรรคประชาชนยืนยันมาโดยตลอดว่ามุ่งหวังให้เป็นสถาบันที่อยู่คู่กับสังคมไทย และการจะทำแบบนั้นได้ เราจะต้องมีการปรับปรุงระบบกฎหมาย ระบบการเมืองที่จะนำไปสู่จุดนั้น แต่เชื่อว่าไม่มีข้อกังวลใด

เมื่อถามว่าความคืบหน้าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปถึงไหน หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หนี จะทำอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก่อนจะปรับ ครม. หากมีข้อชี้แจงก็ต้องเข้ามาชี้แจงต่อสภา ตนเชื่อว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจะได้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้คือการที่ฝ่ายรัฐบาลพร้อมที่จะเข้ามาชี้แจงและตอบข้อคำถามทุกคำถาม การกล่าวหาจากฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบ ถ้าจงใจปรับ ครม.เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ สุดท้ายคนที่ตัดสินรัฐบาลได้ดีที่สุดก็คือประชาชนผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า