“เรือฟริเกตสมรรถนะสูง” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ “กองทัพเรือ”กำลังเผชิญแรงเสียดทานหนักต่อคำถามเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ ไม่ต่างกับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T ที่มีปัญหาเครื่องยนต์ไม่ตรงปก ส่งผลการส่งมอบเรือดำน้ำลำแรกจากเดิมปี 2566 เป็น ปี 2571 ล่าช้า 5 ปี
ในห้วงเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา “เรือดำน้ำ” กลายเป็นยุทโธปกรณ์ตกรุ่น ไม่ทันสมัย “พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟืองจันทร์” ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้หารือ“สำนักงบประมาณ” ขอดึงโครงการจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 ออกจากกรอบวงเงินงบผูกพันก่อน เพื่อลดภาระหนี้และป้องกันปัญหาเรื่องกรอบวงเงิน โดยจะรอประเมินคุณภาพของเรือดำน้ำลำแรกที่จะเข้าประจำการเสียก่อน
แม้ ทร.จะอ้างว่าโครงการจัดหาเรือดำน้ำในขณะนั้นถูกฝ่ายการเมือง“ล้วงลูก” เพราะเดิมที่ ทร.ต้องการเรือดำน้ำมือสองเยอรมัน แต่สุดท้ายมาได้ข้อยุติเรือดำน้ำจีน เพราะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ถูกนําไปผูกโยงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ทว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง วงเงินงบประมาณ17,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่นี้ยังไม่พบว่ามีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดก่อน หรือชุดปัจจุบัน
แต่ปัญหาอยู่ที่เสียงบรรดา “บิ๊กทร.” ทั้งในและนอกราชการ ที่ยังมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนภายในทร. มีความเห็นไม่ตรงกัน ในการเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกตที่เสนอเข้ามาจาก 6 บริษัท 4 ชาติ ประกอบด้วย
1.บริษัท Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี)
2.บริษัท Singapore Technologies Engineering Ltd. (สาธารณรัฐสิงคโปร์)
3.บริษัท Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี)
4.บริษัท TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี)
5.บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี)
6.บริษัท Navantia S.A. (ราชอาณาจักรสเปน)
ภายใต้ การกำหนดขอบเขตของทีโออาร์ คุณสมบัติของผู้เสนอราคา ข้อเสนอทางเทคนิค ข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม กำหนดให้บริษัทผู้ชนะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี และดำเนินการต่อเรือภายในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 20% ของมูลค่าโครงการ ข้อเสนอด้านราคา
ปัจจุบัน พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณา จัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ที่ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณา ได้ข้อสรุปการคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกตเสนอ ผบ.ทร.รับทราบแล้วก็ตาม
แต่ ทร.ยังปิดเงียบผลคัดเลือก เดิมทีคาดการณ์ว่าจะประกาศก่อนสิ้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่งให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นพิจารณาลงนาม ตั้งแต่ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ธราพงษ์ มะละคํา ปลัดกระทรวงกลาโหม
ในระหว่างนี้ ทร.ทยอยแจกแจงรายละเอียดการพิจารณาคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกตต่อสังคม เพื่อกลบข้อมูลที่ถูกปล่อยในโซเชียลมีเดียว่า เป็นบริษัทที่มีศักยภาพไม่โดดเด่นได้รับเลือกมาต่อเรือฟริเกต
เหตุก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยชื่อบริษัทต่อเรือฟริเกต ที่ผ่านการคัดเลือกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ “ล็อกสเปก” เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นมีข้อเสนอที่ดีกว่า โดยเฉพาะข้อเสนอต่อเรือภายในประเทศไทย 100%
ส่วน ทร.ก็ไม่ตอบรับ หรือปฏิเสธ ชื่อบริษัทที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย คือผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงหรือไม่ พร้อมขอให้รอฟังข้อมูลภายหลังการพิจารณาลงนามของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นให้เรียบร้อย
โดยมี พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ทยอยออกมาสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมว่า บริษัทที่ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการพิจารณา จัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงนั้น
1.ยึดหลักการประเมินเชิงประจักษ์ ความต้องการทางยุทธการเคร่งครัด
2.ยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย 7,000 ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ 300%
3.ยึดหลัก กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย
สำหรับคำถามซึ่งเป็นข้อข้องใจของประชาชน เหตุใดจึงไม่กำหนดให้ต่อเรือฟริเกตทั้งลำในประเทศไทย พล.ร.ต.ปารัช อธิบายว่า
"การสร้างตัวเรือ แม้ว่าจะสามารถดำเนินการบางส่วนในประเทศไทยได้ แต่ชิ้นส่วนสำคัญจำนวนมาก เช่น เหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษ เครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้ามาตรฐานเรือรบ และอุปกรณ์เฉพาะบางอย่างยังจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ค่าแรงในการสร้างตัวเรือภายในประเทศมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 3 ของมูลค่าโครงการทั้งหมด
นอกจากนี้ หากกำหนดให้สร้างเรือทั้งลำในประเทศไทย อาจยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเครื่องจักร สิ่งอำนวยความสะดวก และศักยภาพของอู่ต่อเรือ ซึ่งอาจทำให้ต้องปรับรูปแบบการต่อเรือ ทำให้อาจใช้เวลานานขึ้น และมีต้นทุนสูงขึ้น โดยที่ประโยชน์ด้านการจ้างงานเพิ่มขึ้นไม่มากนัก
สอดรับหลักการ ทร.ไม่จำเป็นต้องได้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีที่สุดในโลก เพียงแต่ขอให้มีประสิทธิภาพ ดูแลรักษาผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้กรอบวงเงินที่มีอยู่
ท่ามกลางคำถามตามมาไม่ลดละ จะมีอะไรมาการันตีว่า ชิ้นส่วนเรือฟริเกตที่ได้รับการถ่ายทอดให้ ทร.จะถูกนำกลับไปใช้ในการต่อเรือฟริเกต เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งทั้งขามาและขนกลับ สุดท้ายแล้วบริษัทเลือกต่อเองทั้งลำในต่างประเทศอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ ทร.ประกาศผลการคัดเลือก จะเปิดโอกาสให้บริษัทตกรอบ ใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ แม้จะมีแนวโน้มเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นต้องจับตา “เรือฟริเกต” จะก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำเขย่าความความเชื่อมั่น-มาตรฐานการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซ้ำรอยเรือดำน้ำ ในห้วง พล.ร.อ.ไพโรจน์ กำลังจะก้าวลงจากเก้าอี้ ผบ.ทร. วันที่ 30 ก.ย.นี้ หรือไม่



