ก่อนการเลือก สว.ในรูปแบบ “เลือกกันเองจาก 20 กลุ่มอาชีพ” เมื่อปี 2567 ที่กลายเป็นปัญหา และครหาว่าการเลือกไม่สุจริต-ไม่โปร่งใส ภาวะการเมืองยุคนั้น อยู่ในห้วงเปลี่ยนผ่าน จากยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ลอกคราบ “เผด็จการ” สวมสูท ผูกเนคไท ลงเลือกตั้ง เพื่อหวังให้การเลือกตั้งชุบตัวเข้าสู่การกุมอำนาจบริหาร รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง
ห้วงเดียวกันช่วงปี 2561 ในปีกของ “สภาสูง” กำหนดวิธีได้มา ไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ให้สภาสูงมีสมาชิก 250 คน
แบ่งเป็น 1.มาจากการสรรหา ที่ คสช. คัดเลือกตอนท้าย 194 คน 2.มาโดยตำแหน่ง 6 คน คือ ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.สูงสุด ผบ.ทอ. ผบ.ตร. และปลัดกลาโหม
และ 3.มาจากการเลือกกันเองตามกลุ่มอาชีพ 50 คน ผ่านรูปแบบการเลือก 3 ระดับ โดย “กรรมการการเลือกตั้ง” จัดการเลือกให้ได้ 200 คน ก่อนส่งให้ “คสช.” จิ้มเลือกเพียง 50 คน
โดยเป็นความตั้งใจของ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ กรธ. ที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ได้ขอให้กำหนด การเลือก “สว.” ด้วยวิธีใหม่เพื่อทดลองระบบว่ามีปัญหาใดหรือไม่ โดยหวังว่า หากพบช่วงโหว่จะเร่งอุดรูรั่วผ่านการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561
ทว่า การเลือก สว.ที่ถูกทดสอบระบบเมื่อปลายปี 2561 กลับถูกเพ่งเล็งไปยัง “ข้อจำกัด” ในแง่ความเป็นประชาธิปไตย ที่ไม่เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย มีข้อกังวลต่อการครอบงำจาก คสช.ที่ยุคนั้นยังมีบทบาทสูงต่อการกำหนดทิศทาง
ทำให้มีผลสะท้อนเชิงตัวเลขว่า เมื่อ กกต.ปิดรับสมัครระดับอำเภอ จึงมีผู้สมัครทั่วประเทศเพียง 7,210 คน จากที่คาดหมายว่าจะมีหลักแสนคน
หลังการเลือกรอบนั้น หลายหน่วยงานได้ศึกษา เพื่อถอดบทเรียนการเลือก สว.ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ กกต.ขอให้ศึกษาวิจัย-ประเมินผล กมธ.กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ยุคที่ “กล้านรงค์ จันทิก” เป็นประธาน กมธ. เป็นต้น
โดยผลการศึกษาครั้งนั้น ปรากฏข้อสังเกต พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน
1.ข้อเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นการได้มาซึ่ง สว. โดยให้ตัดการเลือกระดับอำเภอ ให้เหลือเพียงระดับจังหวัด และระดับประเทศ เพราะการเลือก สว.ตามบทเฉพาะกาล พบว่า 52 อำเภอ ไม่มีผู้สมัครแม้แต่รายเดียว และ 679 อำเภอ มีผู้สมัครไม่ครบเกณฑ์ 3 คน ทำให้มี 731 อำเภอไม่มีการเลือกระดับอำเภอ
ขณะที่มีเพียง 197 อำเภอ ที่มีการเลือกระดับอำเภอ เพื่อลดความสิ้นเปลืองงบประมาณ และแก้ไขระยะเวลาเริ่มแรกในการเลือก สว. โดยเพิ่มเวลาให้มากกว่า 30 วัน เพื่อให้มีผู้สมัครมากขึ้น
2.ข้อเสนอให้แก้กฎหมายการเลือกสว. คือระยะเวลาตรวจสอบคุณสมบัติที่เพียงพอ ตัดวิธีการเลือกไขว้ ขึ้นทะเบียนผู้ประสงค์สมัครเป็นสว. ก่อนการสมัครไม่น้อยกว่า 2 ปี เพื่อให้สังคมช่วยตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม เพิ่มช่องทางการแนะนำตัว กำหนดคุณวุฒิการศึกษาผู้สมัครไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี วุฒิการศึกษาต้องเกี่ยวข้อง และยึดโยงกับกลุ่มที่สมัครชัดเจน
“เรื่องวุฒิการศึกษา มีความเห็นจาก กรธ.ว่า การไม่กำหนดคุณวุฒิการศึกษาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีประสบการณ์ เช่น ปราชญ์ชาวบ้านลงสมัครได้ แต่จากการศึกษาของ กมธ.กิจการองค์กรอิสระเห็นว่า สามารถทำควบคู่ได้ เช่น มีคุณวุฒิด้านการศึกษา หรือเป็นผู้ที่ถูกยอมรับจากสมาคมหรือวิชาชีพ” เนื้อหาในรายงานถอดบทเรียน ระบุ
ทว่า เมื่อผลการศึกษา จากการถอดบทเรียนถูกเผยแพร่ออกมา กลับไม่พบว่า “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ในยุคนั้น นำไปสู่การแก้ไขตามข้อเสนอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลการศึกษา ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ในระดับที่ตกผลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กกต. กฤษฎีกา กระทรวงมหาดไทย และ กรธ.
บางหน่วยงานโต้แย้งผลการศึกษาด้วยความเห็นที่หลากหลาย เช่น ยกเลิกการเลือกไขว้ที่ “มหาดไทย” สนับสนุนเพราะสร้างความสับสน แต่ “กกต.-กฤษฎีกา-กรธ.” มองว่า ต้องคงไว้ เพื่อป้องกันการสมยอม
ส่วนข้อเสนอให้ยกเลิกการเลือกระดับอำเภอ แม้ “กกต.-มหาดไทย” สนับสนุน แต่กฤษฎีกา-กรธ.กลับคัดค้าน เพราะต้องการคงหลักการ ให้กระบวนการเลือกตั้งอยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เป็นต้น
ขณะที่ประเด็นเรื่อง “การจัดตั้ง-สมยอม” ช่วงทดสอบระบบเลือก สว.ไม่ถูกตรวจสอบอย่างชัดเจน แต่การออกแบบระบบ ที่ให้ผู้สมัครโหวตให้ตนเองได้ และโหวตให้คนอื่นในกลุ่มเดียวกันได้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกิดกรณี “จัดตั้ง” ได้ เพื่อให้โหวตบุคคลเป้าหมายแทนเลือกตัวเอง
ทั้งนี้ รายงานถอดบทเรียน ก็ได้มีข้อเสนอให้ “กกต.-ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” กำหนดแนวทาง-กรอบ ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ชัดเจน รวมถึงต้องอบรมเจ้าหน้าที่ทุกระดับ เพื่อสร้างความเข้าใจแนวทางปฏิบัติต่อการเลือกสว.ให้ชัดเจนครบถ้วน
เมื่อ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ยุคประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่าน ไม่นำไปสู่การอุดช่องโหว่ของการเลือกสว. ทำให้การเลือกรอบต่อมาในปี 2567 จึงเผชิญปัญหาที่คล้ายกัน ซึ่งหลายภาคส่วนมองว่า เป็นเพราะคนกำกับกติกาคือ กกต.ไม่เข้มแข็ง และยังมีข้อครหาว่า ละเว้นการทำหน้าที่ เพื่อเปิดทางสร้างช่องให้เกิดทุจริต-ความไม่โปร่งใส
สำหรับ สว.ชุดปัจจุบันที่เหลือวาระอีก 3 ปี แต่สิ่งที่เครือข่ายภาคประชาชน และนักวิชาการมองตรงกันคือ ระบบเลือกกันเองมีข้อพิสูจน์ชัดว่า ไม่เหมาะกับระบบการเมืองไทย ดังนั้น จึงมีความพยายามคิดใหญ่ ในการรื้อ “สว.” ที่มาจากระบบเลือกกันเอง ตามกลุ่มอาชีพออก
แต่ประเด็นนี้ภาคสังคม-เครือข่ายแก้รัฐธรรมนูญ กลับมีข้อถกเถียงกันว่า อาจไปไม่ถึงฝั่ง เพราะเสียงข้างมากของสภาฯ ถูก “สีน้ำเงิน” คุมทางออกไว้ทุกประตู
อย่างไรก็ตาม ก็ยังพอมีทางออกที่เป็นการปรับเล็กได้ คือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสว. เพื่อสร้างระบบ “สกัดฮั้ว-ปราบโกงสว.” ที่เป็นไปได้จริง ในทางปฏิบัติ
แนวทางนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของ “ฝ่ายการเมือง-สว.สีน้ำเงิน” ว่าไม่เพิกเฉย หรือสมยอมกับขบวนการฮั้ว สว.ที่สร้างปัญหาให้กับสังคมและการเมืองไทยในขณะนี้



