วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

เบื้องลึกทุบสัมพันธ์ ‘ไทย-สหรัฐ’ สมรภูมิข่าว เขย่า 'คอบร้าโกลด์ 2027’ กล่องดวงใจ

กลายเป็นไฟลามทุ่ง พลัน “สื่อต่างประเทศ” รายงาน “รัฐบาลไทย” เตรียมใช้ความสัมพันธ์ทหารการฝึก “คอบร้าโกลด์” ซึ่งเป็นการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเป็นเงื่อนไขกดดัน ต่อรองกับสหรัฐอเมริกา ขอลดภาษี เพื่อควบคุมอัตราภาษีส่งออกไม่ให้สูงเกินไป ท่ามกลางความกังวลเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ

แม้ “รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกรัฐบาลไทย จะออกมาตอบโต้ ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลไทย การฝึกผสมคอบร้าโกลด์ ถือเป็นความร่วมมือด้านความมั่นคง และการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่มีมาอย่างยาวนาน ยังคงดำเนินไปตามกรอบ และแผนงานที่กำหนดไว้ โดยไม่ได้ถูกนำไปผูกโยงเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับผลการเจรจาการค้า

แต่กระนั้น แทนที่จะทำให้กระแสข่าวดังกล่าวเบาบางลง แต่กลับยิ่งกระพือไปไกลทั้งในต่างประเทศ และภายในประเทศไทย ท่ามกลาง รัฐบาลไทย นำโดย “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พร้อมคณะ มีกำหนดการเดินทางไปเจรจาทางเทคนิคที่สหรัฐ ในช่วงปลายเดือนส.ค.นี้

เป็นที่มา “พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ” โฆษกกระทรวงกลาโหม ต้องออกมากางแผนการฝึก “คอบร้าโกลด์ 2027” โดยกองทัพไทย และสหรัฐ จะร่วมเป็นเจ้าภาพ เดือนมี.ค.ปีหน้านี้ และการฝึกตรงกับวงรอบ Light Year ไม่ใช่การลดระดับการฝึกตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

“หน่วยงานความมั่นคง” แกะรอยต้นตอข่าวดังกล่าว ทราบว่ามาจาก “ประเทศสิงคโปร์” ซึ่งมีสํานักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง พร้อมทั้งขอให้พิจารณาแก้ไขข่าวที่นำเสนอ เนื่องจากสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศไทย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามว่า ผู้ที่เผยแพร่ข่าวนี้ จะแอกชันอย่างไร

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการฝึกคอบร้าโกลด์มีความสําคัญกับสหรัฐ สำหรับใช้ขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้แข่งกับจีน และเป็นการฝึกที่มีมาอย่างยาวนาน เปรียบเป็น “สัญลักษณ์” และ “หัวใจ” ของสหรัฐ ในภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ หน่วยงานความมั่นคง ยังได้ติดต่อไปยังเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย “ฌอน เค. โอนีล” ได้รับคำตอบว่า ยังไม่ทราบ และไม่รู้ว่ามีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น

ทั้งนี้หาก รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะใช้เรื่องความมั่นคง เป็นเงื่อนไขเจรจาลดภาษีสหรัฐ คงใช้ไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ในห้วงที่เพิ่งเข้าบริหารงานใหม่ๆ ช่วงรอยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และอยู่ระหว่างการเจรจาภาษีจากนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์

โดยขณะนั้น สหรัฐ มีเงื่อนไข ไม่เจรจาเรื่องภาษีกับไทย จนกว่าไทยให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา หรือ ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ที่ถูกลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นประธานร่วมกับนายกฯ มาเลเซีย เพื่อยุติความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

เนื่องจากไทยได้ประกาศระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาฉบับดังกล่าว ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หลายนาย ในห้วงเดือนพ.ย.2568 จนนำไปสู่การปะทะรอบสอง

ทว่า “รัฐบาลอนุทิน” ในขณะนั้น มีจุดยืนที่ชัดเจน ต้องแยกประเด็นด้านความมั่นคง กรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องต้องแก้ปัญหาระดับทวิภาคี กับเรื่องการค้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมไทย-สหรัฐ ออกจากกัน

เป็นที่มา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือกับ นายกฯ อนุทิน โดยเน้นย้ำว่าสหรัฐไม่ประสงค์แทรกแซงปัญหาไทย-กัมพูชา ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

ดังนั้น หน่วยงานความมั่นคงจึงประเมินได้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสมรภูมิข่าวสาร หวังสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีนานาชาติ ไม่ต่างกับกรณีกัมพูชาจ้างล็อบบียิสต์บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา

เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในห้วงที่ประชาคมโลกต้องเผชิญกับความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการแย่งชิงผลประโยชน์ทางทรัพยากร ประเทศไทย ต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ท่ามกลางมิตรประเทศที่รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ

สำหรับการฝึกคอบร้าโกลด์ 2027 ระหว่างกองทัพไทย และกองกําลังสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (USINDOPACOM) พร้อมด้วยกองทัพจากมิตรประเทศ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 46 ตามแผนการฝึกระยะ 6 ปี (Six Years Plan 2025-2030)

สำหรับการฝึกปีหน้า จัดอยู่ในวงรอบการฝึกปีเว้นปี แบบ Light Year โดยมีประเทศที่เข้าร่วมการฝึก จำนวน 31 ประเทศ ดังนี้  

ประเทศสมาชิกหลัก จํานวน 7 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

ประเทศร่วมการฝึกแบบจํากัด กิจกรรม (Limited participant) จํานวน 4 ประเทศ ประกอบด้วย จีน อินเดีย ออสเตรเลีย และปากีสถาน

ประเทศในโครงการเสนาธิการผสมส่วนเพิ่มนานาชาติ (MPAT) จํานวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ แคนาดา ฟิจิ ฝรั่งเศส อิตาลี มองโกเลีย เนปาล นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และสหราชอาณาจักร

ประเทศร่วมสังเกตการณ์ฝึก (COLT) จํานวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน เยอรมนี จอร์แดน ลาว เนเธอร์แลนด์ ซาอุดีอาระเบีย สวีเดน ติมอร์-เลสเต ตุรกี และเวียดนาม

โดยมีรายละเอียดการจัดกําลัง ดังนี้ หน่วยรับผิดชอบหลักคือ กองบัญชาการกองทัพไทย ใช้พื้นที่การฝึกหลัก ของกองทัพภาคที่ 3 บริเวณอ่าวไทยตอนบน

ทั้งนี้ ความแตกต่าง การฝึก Heavy year จะเป็นการฝึกแบบ Command post exercise (CPX) โดยเอา Scenario ของการฝึก มาบูรณาการฝึกทั้งภาคสนาม และภาคฝ่ายอำนวยการด้วยกัน เสมือนว่า ฝ่ายอำนวยการคิด ผู้บัญชาการตกลงใจ แล้วเอาไปปฏิบัติในสนามจริง

ส่วน Light year จะเป็นการฝึกภาคสนาม และภาคฝ่ายอำนวยการ โดยแยกการฝึกฝ่ายอำนวยการในรูปแบบ STAFFEX (Staff Exercise) ที่แยกส่วนการวางแผนออกจากภาคสนาม เน้นฝึกกระบวนการแสวงข้อตกลงใจ (Military Decision Making Process - MDMP) ให้ฝ่ายอำนวยการคิด และวางแผนอย่างละเอียด เพื่อให้กระบวนการนี้ตกผลึก และได้แผนปฏิบัติการที่สมบูรณ์ ก่อนนำไปใช้ในปี Heavy year 

  

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์