วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'นักเศรษฐศาสตร์' แนะมองเจตนา-การทำหน้าที่ ก่อนตัดสิน 'หมอสรณ'

"นักเศรษฐศาสตร์" ชวนมองเจตนารมณ์กฎหมาย ก่อนตัดสิน “หมอสรณ” ชี้กม.เข้มลักษณะต้องห้าม กสทช. หวังคุมไม่ให้มีประโยชน์ทับซ้อนด้านธุรกิจ

นายสุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  ฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และระเบียบวิธีวิจัยทางธุรกิจกล่าวถึงกรณีที่สังคมตั้งคำถามต่อกรณีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ยังปฏิบัติหน้าที่ กสทช. ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคณะกรรมการสรรหา กสทช. วินิจฉัยให้ขาดคุณสมบัติ ว่า กรณีที่จะชี้ว่า นพ.สรณ ผิดหรือถูก ควรพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะจำเป็นต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยกำหนดไว้เป็นลักษณะต้องห้ามในกฎหมาย ทั้งนี้ในส่วนของ กรรมการ กสทช. นั้นสิ่งที่กำหนดไว้มีเจตนาเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ป้องกันการถูกครอบงำจากหน่วยงานรัฐหรือภาคธุรกิจ และสร้างความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่  

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาของนพ.สรณ ไม่ได้เป็นเรื่องการถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม  หรือการรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. หรือการใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นประเด็นที่ยังทำหน้าที่แพทย์ รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า การทำหน้าที่ทางการแพทย์ที่ยังคงมีอยู่เป็นลักษณะแพทย์จิตอาสาและไม่ได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาล

"เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ  ส่วนของงสถานะทางกฎหมายของแพทย์รายชั่วโมงว่าเข้าข่ายลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ตามกฎหมายหรือไม่ ที่ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายวินิจฉัย กับการทำหน้าที่รักษาผู้ป่วย ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับการทำหน้าที่ กสทช. หรือไม่ โดย2 ส่วนนี้ไม่ควรพิจารณาปะปนกัน ข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องสถานะของแพทย์รายชั่วโมง ไม่ควรถูกสื่อสารจนกลายเป็นความรู้สึกว่า บุคคลนั้นมีพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง”นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า คนทำงานสาธารณะต้องยอมรับการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบกับการประณามเป็นคนละเรื่อง การตั้งคำถามกับการตัดสินว่าผิดไปแล้วก็เป็นคนละเรื่องเช่นกัน หากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยังมีพื้นที่ให้ตีความ สิ่งที่ควรทำคือให้ทุกฝ่ายนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการอย่างตรงไปตรงมา เมื่อในชั้นกฎหมายยังมีข้อถกเถียงหลายชั้น สังคมจึงควรระมัดระวังการสร้างคำตัดสินทางสังคม ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะยุติ

"ผมไม่ได้หมายความว่า นพ.สรณ ควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบเพราะเป็นแพทย์ หรือควรได้รับความเห็นใจจนละเลยข้อกฎหมาย  ส่วนคำถามว่า นพ.สรณ จะอยู่หรือพ้นจากตำแหน่ง เพราะยังเป็นบททดสอบว่าประเทศไทยจะสร้างสมดุลอย่างไรระหว่างการตรวจสอบผู้มีอำนาจ กับ การคุ้มครองความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตรวจสอบ ดังนั้นก่อนตัดสินหมอสรณควรถามให้ครบว่าสิ่งที่ทำนั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายจริงหรือไม่ มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และกระบวนการที่กำลังตรวจสอบเขามีความชัดเจนและเป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ยัง เพราะท้ายที่สุด คนทำงานสาธารณะต้องถูกตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจสอบและกระบวนการตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน”นายสุชาติ กล่าว