"รุจิระ" วิเคราะห์คำสั่งศาลปกครองกลาง ไม่รับคำฟ้อง "หมอสรณ" เหตุมติสรรหา กสทช. เป็นเพียงความเห็น ไม่มีผลเปลี่ยนตำแหน่ง-สถานะทางกฎหมาย
นายรุจิระ บุนนาค นักวิชาการและนักกฎหมายมหาชน กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้าม และถือว่าสละสิทธิ์การเป็น กสทช. พร้อมขอทุเลาการพ้นจากตำแหน่ง ว่า กรณีที่เกิดขึ้น เพราะ นพ.สรณ ไม่ได้เดือดร้อนหรือเสียหายจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ดังนั้นสิ่งที่ต้องวิเคราะห์ต่อคือความหมายที่เกิดขึ้น ซึ่งตนมองว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายกับ นพ.สรณ เพราะหัวใจสำคัญของการเป็นคำสั่งทางปกครอง คือ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
นายรุจิระ กล่าวต่อว่าด้วยเหตุนี้ ย่อมหมายความด้วยว่า 1.การวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และ 2.คำวินิจฉัยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามกฎหมาย แต่เป็นเพียงความเห็น ซึ่งความเห็นนั้นไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดให้มีผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของบุคคลได้
นายรุจิระ กล่าวด้วยว่า
ส่วนผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน และกรรมการ กสทช. นั้น โดยผลของคำสั่งของศาลปกครองกลาง ถือว่านพ.สรณยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ได้ตามหน้าที่และอำนาจ เพราะยังมีวาระอีกมากมายที่คณะกรรมการ กสทช. มีหน้าที่ต้องประชุมหารือกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณา Digital TV Roadmap และการรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศไทย เป็นต้น
นายรุจิระ กล่าวด้วยว่าขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์ขัดแย้งกับช่วงเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่ง นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง กสทช. อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ นั้นไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำที่มีลักษณะเป็นผลประโยชน์ขัดแย้ง เพราะเมื่อวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครองกลาง พร้อมกับการย้อนดูเรื่องราวหรือต้นตอที่พิพาท นพ.สรณ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. มาเป็นระยะเวลา 4 ปีกว่าแล้ว รวมถึงได้ผลักดันโครงการเพื่อประโยชน์สาธารณะ
"ประเด็นที่น่าสนใจตรงนี้ คือ คณะกรรมการสรรหา ไม่ได้วินิจฉัยว่า นพ. สรณกระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือ conflict of interest ในระหว่าง 4 ปีที่ นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ประธานแต่อย่างใด แต่เป็นการวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามเพราะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ด้วยความเคารภต่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ผมเห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายย่อมมุ่งหมายมิให้กรรมการ กสทช. หรือกรรมการขององค์กรอิสระกระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งในระหว่าง ที่ดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจหน้าที่ไปหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ไม่ใช่ก่อนดำรงตำแหน่ง เพราะในช่วงเวลานั้น กรรมการยังไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะให้ประโยชน์แก่ตนเองหรือใครได้"นายรุจิระ กล่าว
นายรุจิระ กล่าวด้วยว่าคำสั่งของศาลปกครองกลางและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา มีประเด็นและมุมมองที่สามารถนำมาวิเคราะห์ทางกฎหมายได้หลากหลาย และแต่ละประเด็นสามารถถกเถียงและแปลความกันได้ในหลายแง่มุม ซึ่งคำสั่งของศาลปกครองกลางเองนั้นยังไม่เป็นที่สุดโดย นพ.สรณมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อไปยังศาลปกครองสูงสุดได้



