วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘3 โปรเจกต์’วัดเคพีไอ ‘อดุลย์’ ความมั่นคง เก้าอี้‘รมว.กลาโหม’

แม้จะไม่มีชื่อปรากฎเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” สำหรับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม หลังประเดิมคุม “สนามไชย 1” มากว่า 4 เดือน กับสถานการณ์ชายแดนยังลุ่มๆ ดอนๆ แต่สามารถประคับประคองให้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้

ท่ามกลางกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีออกมาเป็นระยะ แม้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาคอนเฟิร์มยังไม่มีการปรับ ครม.ช่วงนี้ก็ตาม

ทว่า ในอนาคตอาจไม่ใกล้ไม่ไกล หลังได้เห็น“รัฐมนตรี”ออกมาตีปี๊บผลงานไม่เว้นแต่ละวัน ให้เข้าตากรรมการ โดนใจประชาชน หวังผ่านการวัดเกณฑ์เคพีไอเพื่อได้ไปต่อ ส่วนไทม์ไลน์วันเวลาคงต้องตามลุ้นกันอีกที

ในส่วนของ “บิ๊กดุลย์” ยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการต่างๆ ให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาล จะเห็นได้ว่าช่วงรับตำแหน่งใหม่ๆ มุ่งให้ความสำคัญเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและความเป็นอยู่ของทหาร โดยใช้ประสบการณ์ในอดีตเคยคร่ำหวอดภารกิจชายแดนพื้นที่กองทัพภาคที่2 (ทภ.2)รับรู้ทหารแนวหน้าต้องการอะไร

จนเป็นที่มาโครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีอินเตอร์เน็ต” หวังยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพลแนวหน้า และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ห่างไกลตามแนวชายแดน

พล.ท.อดุลย์ พุ่งเป้าพื้นที่เร่งด่วนก่อนเป็นอันดับแรก “ชายแดนไทย-กัมพูชา” พื้นที่ ทภ.2 พื้นที่ ทภ.1 และ พื้นที่ บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กองทัพเรือ

พร้อมลงพื้นที่ ติดตามสภาพปัญหาและสำรวจความต้องการของหน่วยปฏิบัติในพื้นที่จริงด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องระบบน้ำอุปโภคบริโภค ไฟฟ้า เส้นทางคมนาคม เข้าสู่ฐานปฏิบัติการ ระบบสื่อสาร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของกำลังพล

ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง การลาดตระเวน การส่งกำลังบำรุง และการดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดน หากอนาคตเกิดสิ่งไม่คาดฝันสามารถนำกำลังพลได้รับบาดเจ็บออกจากพื้นที่โดยเร็ว

ปัจจุบันโครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีอินเตอร์เน็ต” จะขยายครอบคลุมกำลังป้องกันชายแดนจนครบ 8 กองกำลัง ที่อยู่ในความรับผิดชอบ กองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาค 3 และ กองทัพภาคที่ 4

อีกโครงการ “พลทหารอาสา” เปิดรับสมัครชายไทยที่มีอายุ 18-20 ปี และ 22-26 ปี เข้าเป็นพลทหารอาสาโดยทําสัญญาจ้าง 4 ปี เงินเดือน 12,090 บาท ค่าตอบแทนพิเศษ 2,280 บาท หรือวันละ 96 บาท เท่ากับอัตราค่าประกอบเลี้ยงของทหารประจําการ

โครงการดังกล่าวตั้งเป้ารับสมัคร 100,000 อัตรา แบ่งเป็น 4 ระยะ ปี 2570 -2573 ปี ละ 25,000 นาย และมีสัญญาเชิงบวกที่สามารถดําเนินการตามแผนงานที่กําหนด มีผลในเรื่องของการลดยอดการเรียกเกณฑ์ตามลําดับของแต่ละปี หากเป็นไปตามเป้า จะทำให้การเรียกเกณฑ์ทหารลดน้อยอย่างมีนัยหรืออาจจะไม่มีเลย

สุดท้ายการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเต็มรูปแบบ โดยสั่งการให้ทุกเหล่าทัพเร่งพิจารณาใช้ยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในประเทศภายใต้นโยบาย Made in Thailand เป็นอันดับแรก เพื่อลดการพึ่งพากำลังซื้อจากต่างประเทศ ตัดวงจรการจัดซื้อที่ไม่โปร่งใส และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยสู่เวทีโลก

แม้มีเงินก็ซื้ออาวุธไม่ได้ ปัจจุบันอุตสาหกรรมบ้านเราเข้มแข็ง แต่ขายไม่ได้ เพราะไม่มั่นใจคุณภาพ เตรียมจะมอบปืน 500 กระบอก กองทัพบกไปลองใช้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ นอกจากนี้ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.ได้บอกกับผม ต้องกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้ได้ว่าจะเดินไปอย่างไร ไม่จำเป็นต้องพัฒนาให้เร็ว แต่ต้องชัดเจน มีแนวทาง พล.ท.อดุลย์ กล่าว

ส่วนเรื่องมุ้งการเมือง “บิ๊กดุลย์” ก็ถูกจับจ้อง ด้วยความสัมพันธ์แนบแน่นเป็นทั้งรุ่นน้องและเกลอของครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” เพราะหลังจบ รร.จปร. รับราชการที่หน่วยทหารจังหวัดบุรีรัมย์มาตลอด เติบโตขึ้นเป็นผู้หมวด ผู้บังคับการกอง ก่อนจะขึ้นเป็น ผบ.ร.23 พัน4 ในยุคที่ตระกูล “ชิดชอบ” สถาปนาการเมืองบ้านใหญ่ในพื้นที่

“ผมเป็นทหารยศร้อยตรีก็อยู่บุรีรัมย์ ภรรยาก็เป็นคนบุรีรัมย์ มีสักครั้งไหมที่ผมทำไม่ดี ผมไม่เคยพาคนไปช่วยหาเสียง หรือไปนับคะแนน หากมีผมลาออกเลย ผมรู้จักนักการเมือง ข้าราชการ ในพื้นที่ ถ้าไม่รู้จักซิแปลก ถามว่ารู้จักแล้ว ผิดอะไร ผมเห็นสิ่งที่เขา(เนวิน)ทำเพื่อคนบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่มีอะไรเลย มีเพียงภูเขา แต่เขาใช้ความคิด สร้างสรรค์ สร้างความเจริญ ทำสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ”

"การเมืองคือการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ แต่เพื่ออะไร เพื่อตนเอง พวกพ้อง ประเทศชาติ แต่สำหรับส่วนตัวผม เพื่อชาติ ประชาชนและกองทัพ" พล.ท.อดุลย์ กล่าวถึงความสัมพันธ์กับเนวิน ผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย

พลันที่ นายกฯอนุทิน ออกมาสยบข่าว “2 น. 1 พ.” ร้าวฉาน ด้วยการโชว์ภาพถ่ายร่วมเฟรมกับ“เนวิน” และ“พิพัฒน์ รัชกิจประการ”รองนายกฯและ รมว.คมนาคม แม่ทัพภาคใต้ ย่อมเป็นการตอกย้ำความมั่นคงของ เก้าอี้ รมว.กลาโหม ของพล.ท.อดุลย์ ไปโดยปริยาย