กระแสข่าวปรับ ครม.เริ่มซาลง หลังจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และเลขาธิการพรรค ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมายืนยันตรงกันว่า “ยังไม่ปรับ”
แถม “ลูกนก” ยังระบุด้วยว่า ขอเวลา 1 ปี ให้ ครม.ได้ทำงานก่อน เพื่อจะได้ประเมินผลงานกันอีกครั้ง
แม้ “ปัจจัยภายนอก” และ “ภายใน” จะรุมเร้า แต่ไทม์ไลน์ 1 ปีของ “ไชยชนก” ถือว่า มีความเป็นไปได้ไม่น้อย หากดูสไตล์การปกครองคนฉบับ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผู้นำจิตวิญญาณของค่ายสีน้ำเงิน
หากย้อนไปสมัยภูมิใจไทยเป็น“พรรคร่วมรัฐบาล” ไม่ว่าจะเป็นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาถึงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร “ครูใหญ่เนวิน” และ “อนุทิน” ไม่เคยปรับ ครม.ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย
ทุกครั้งที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หรือ รัฐบาลภายใต้การนำพรรคเพื่อไทย สอบถาม “พรรคภูมิใจไทย” จะถือโอกาสปรับ ครม.ด้วยหรือไม่ คำตอบเดิมๆ ของค่ายสีน้ำเงินคือ “ไม่” เสมอมา
แม้แต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่ง “ครูโอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ “บ้านใหญ่ปราจีนบุรี” จากค่ายสีน้ำเงิน ถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จากกรณีรุกที่ดินเขาใหญ่ จนต้องพ้นตำแหน่ง พรรคภูมิใจไทยก็ไม่เติมใครมาแทนที่ แม้แต่ในโควตาบ้านใหญ่ปราจีนบุรี
ช่วงนั้นมี สส.หลายคนในพรรค พยายาม “โชว์ตัว-โชว์ สส.ในมือ” เพื่อแสดงตัวว่า เหมาะสมที่จะคว้าโควตาดังกล่าว แต่สุดท้าย “เนวิน” ตัดสินใจไม่มอบให้ใครเลย ปล่อยเก้าอี้ว่างโล่ง จนหมดอายุรัฐบาล ท่ามกลางความสงสัยของเหล่าสมาชิก
สาเหตุที่ “เนวิน” ตัดสินใจเช่นนั้น เป็นเพราะการมอบโควตาให้คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในพรรค อาจสร้าง “แรงกระเพื่อม” ขึ้นมาได้ เพราะย่อมมีคนที่พลาดหวังออกอาการไม่พอใจ ดังนั้น การไม่ให้ใครเลย เท่ากับไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่
ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ได้เป็นรัฐมนตรีขณะนั้น ต่างไร้ข้อกังขาในพรรคในแง่ความชอบธรรม ส่วนใหญ่เป็น “นายทุน-หัวหน้ามุ้งใหญ่ -แกนนำสำคัญ” ที่ใช้หลักคณิตศาสตร์พิจารณาได้
เป็นการปกครอง และจัดสรรตาม “หน้าตัก-สัดส่วน” ของแต่ละคน ฉะนั้น จึงไม่มีใครโวยวายว่า ใครควรได้ และใครไม่ควรได้
เช่นเดียวกับในยุครัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีการปรับ ครม.บ่อยครั้ง เร็วสุด 6 เดือน ซึ่งทุกครั้ง “อนุทิน” จะสื่อสารไปว่า “ภูมิใจไทยไม่ปรับ” ทุกอย่างโอเคแล้ว
ด้วยเหตุนี้การบริหารจัดการของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมาจึงมีเสถียรภาพค่อนข้างมาก ไม่ค่อยมีคลื่นใต้น้ำ หรือ สส.แตกแถว เพราะรู้สึกว่า ได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรมตามสัดส่วนของตัวเอง
ขณะที่ครั้งนี้ อาจจะแตกต่างกันไปในแง่ของบริบท เพราะปัจจุบัน “ค่ายสีน้ำเงิน” ได้เปลี่ยนสถานะจาก “พรรคร่วมรัฐบาล” มาเป็น “แกนนำรัฐบาล” ซึ่งมีเก้าอี้รัฐมนตรีมากกว่าสมัยก่อน สำหรับจัดสรรได้มากขึ้น
หากแต่ “ครูใหญ่เนวิน” ยังคงสไตล์ตัวเองคือ ไม่ปรับพร่ำเพื่อ และไม่ปรับในระยะสั้น 6 เดือน เหมือนกับการบริหารของ “เพื่อไทย” ที่ผู้นำจิตวิญญาณสีแดงอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่ใช้วิธีปรับบ่อย ให้เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นสมบัติผลัดกันชม กระจายบำเหน็จให้ทั่วถึง
แน่นอนว่า แม้จะดีในแง่ “ฝนตกทั่วฟ้า” ได้กันทุกกลุ่ม และเกือบทุกคน หากแต่มี “จุดอ่อน” คือ หลายคนจะเฝ้ารอการปรับ ครม. มีการก่อตัว รวบรวม สส.ในมือ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตัวเอง ทั้งเพื่อ “รักษาเก้าอี้” ทั้งเพื่อ “เรียกร้องเก้าอี้”
จะเห็นว่า ในยุคของพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ มักจะมีความเคลื่อนไหว “แย่งชิง” ตำแหน่งรัฐมนตรี กันดุเดือดเลือดพล่านแทบจะทุกครั้ง
ต่างคนต่างวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจ และผู้มากบารมีในพรรค ไม่ว่าจะเป็น “นายใหญ่-นายหญิง-นายน้อย” เพื่อให้ช่วยทั้งสิ้น
จึงเกิดปรากฎการณ์ ได้เป็นเสนาบดีเพราะเป็น “เด็กของคนนั้น” หรือ “เด็กของคนนี้” ซึ่ง “เนวิน” เห็นมาตลอดตั้งแต่อยู่กับ “ทักษิณ” ว่าวิธีแบบนั้น มีแต่จะสร้างปัญหา และทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพจาก “ภายใน”
ในยุคนี้ “เสี่ยหนู-ครูใหญ่” จึงเลือกใช้วิธีปล่อยข่าวประเมินผลงาน เพื่อกระตุ้นลูกพรรคให้แข่งขันกันเพื่อ “โชว์ผลงาน” ไม่ใช่รวบรวม สส.ต่อรอง หรือวิ่งเข้าหาคนนั้นคนนี้
เพราะเมื่อครบกำหนด 1 ปี หากต้องมีการปรับ ครม. อย่างน้อยก็สามารถอธิบายได้ด้วยตัวชี้วัดว่า ใครทำผลงานได้ตามเป้า และใครยังไม่ผ่านเกณฑ์
อีกทั้งการขีดเส้นไว้ที่ 1 ปี ก็อาจมีความหมายมากกว่าการประเมินผลงาน เพราะในทางการเมือง ช่วงเวลา 1 ปี คือระยะที่รัฐบาลจะเริ่มเห็นผลของนโยบายสำคัญ งบประมาณใหม่จะเริ่มเดินเครื่อง และฐานอำนาจของรัฐมนตรีแต่ละคนจะชัดเจนขึ้น
นี่อาจเป็นวิธีการเมืองแบบ “ครูใหญ่เนวิน” ที่ถอดบทเรียนจากยุค “นายใหญ่ทักษิณ” ด้วยการไม่เจริญรอยตาม อย่างน้อยก็เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลจากศึกภายใน ก่อนต้องเผชิญศึกหนักจากฝ่ายนอก



