วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ณรงค์ รัฐอมฤต' ชี้กก.สรรหาไม่มีอำนาจชี้ขาดสถานะประธาน กสทช.

มติปลด 'ประธาน กสทช.' ส่อเค้าวุ่น 'ณรงค์ รัฐอมฤต' อดีตกรรมการสรรหาโต้ข้อวินิจฉัย! ส่งหนังสือถึงนายกฯ และประธานวุฒิสภา ย้ำกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจชี้ขาดสถานะประธาน กสทช. ขณะที่ 'ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์' กรรมการสรรหาฯชุดปัจจุบันถอนตัวจากการประชุม ชี้กรรมการสรรหาไม่มีอำนาจ

นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา เพื่อชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา 

ภายหลังมีการอ้างมติคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์พิเศษ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
 

นายณรงค์ ระบุว่า เมื่อได้พิจารณาข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาแล้ว เห็นว่ามีข้อกฎหมายที่ควรต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีหน้าที่ตามมาตรา 15/1 เพียงดำเนินกระบวนการรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ และเสนอรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกต่อวุฒิสภา เมื่อกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้นและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือสถานะของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว
 

หนังสือยังระบุว่า หากกรรมการสรรหาบางรายประสงค์จะแสดงความเห็นภายหลัง ย่อมต้องได้รับมอบหมายจากองค์กรต้นสังกัดเสียก่อน เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาเป็นคณะเฉพาะกิจที่มีขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนการสรรหาเท่านั้น ไม่ใช่องค์กรถาวรที่สามารถใช้อำนาจต่อเนื่องภายหลังการแต่งตั้งกรรมการ กสทช.

นายณรงค์ ระบุว่า การอ้างข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเพื่อให้ ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่ง อาจเป็นการใช้อำนาจที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด และต้องมีบทบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง พร้อมระบุว่าการชี้แจงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การตีความกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตามกฎหมายของประเทศ
 

นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทำหน้าที่กรรมการสรรหาเช่นกัน โดยในที่ประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางยุพิน ได้แสดงความเห็นว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 15/1 ครอบคลุมเฉพาะการพิจารณาคุณสมบัติของ "ผู้สมัคร" หรือ "ผู้ได้รับการคัดเลือก" ก่อนเข้ารับตำแหน่งเท่านั้น เมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว อำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง
 
นางยุพิน ระบุว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มิได้บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยกรณีกรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ภายหลังการแต่งตั้ง แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามก็ตาม อีกทั้งคณะกรรมการสรรหาเป็นองค์กรเฉพาะกิจ เมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้วก็ยุติบทบาท และไม่มีอำนาจแสวงหาพยานหลักฐานหรือวินิจฉัยสถานะของกรรมการ กสทช. ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว
 
ทั้งนี้ นางยุพิน จึงแจ้งต่อที่ประชุมว่าไม่สามารถร่วมพิจารณาประเด็นดังกล่าวได้ เนื่องจากยังไม่มีคำวินิจฉัยจากองค์กรผู้มีอำนาจว่าคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจพิจารณากรณีดังกล่าวหรือไม่ ก่อนขอถอนตัวออกจากการประชุม จึงทำให้มติกรรมการสรรหาไม่ได้ 4:0 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ยังมีความเห็นของนางยุพินที่เป็นเสียงข้างน้อย 
 
ทั้งนี้ ความเห็นของนายณรงค์และนางยุพิน ต่างยืนยันหลักการเดียวกันว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงเมื่อกระบวนการสรรหาแล้วเสร็จและผู้ได้รับการคัดเลือกได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว จึงไม่มีอำนาจกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของกรรมการที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง
 
นอกจากนี้ แนวความเห็นดังกล่าวยังถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 25-27/2555 ซึ่งวางหลักว่า คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่เพียงดำเนินกระบวนการสรรหา เมื่อการสรรหาเสร็จสิ้น ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง ไม่ได้มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับสถานะของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว
 
ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกมุมมองหนึ่งของข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีการนำเสนอว่าควรได้รับการพิจารณาควบคู่กับข้อวินิจฉัยของฝ่ายเสียงข้างมาก เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อคิดเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างรอบด้าน