จบภารกิจเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568
ข้อมูลพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นครั้งนี้ ค่อนข้างชัดเจน มีการประชุมกันเพียง 4 ครั้ง ก็สามารถสรุปรายงานเสนอ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย
โดยการทำงานของทีมตรวจสอบคณะนี้ วางกรอบพิจารณา 4 ส่วน ได้แก่
1. เรื่องการพิจารณากำหนดอัตราตำแหน่ง มีที่มาที่ไปอย่างไร จำนวนเป็นอย่างไร มีเหตุผลอะไรจำนวนถึงโป่งกว่าเดิม
2.กระบวนการก่อนสอบมีจุดบกพร่องอะไรบ้าง ใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง กระบวนการทำสัญญาจัดจ้าง กระบวนการจัดสอบเป็นอย่างไร ในจุดนี้พบว่าไม่ได้สอดคล้องกับที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ดำเนินการจัดสอบตามปกติ
3.กระบวนการจัดเก็บเอกสาร และอื่นๆ เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมหรือไม่ เพราะการจัดสอบของมหาวิทยาลัยควรจะเป็นไปตามมาตรฐานที่จัดสอบอยู่ เช่น การสอบเอนทรานซ์ และการสอบของมหาวิทยาลัย
4.การประกาศผลสอบและบรรจุแต่งตั้ง พบว่า เดิมขอบรรจุ 8,000 ตำแหน่ง แต่ตอนบรรจุบวมมาเป็น 10,000 ตำแหน่งได้อย่างไร ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีมติอะไรรองรับหรือไม่ หลังเกิดเรื่องแล้ว ผู้เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีปฏิกิริยาอย่างไร แก้ไขอย่างไรบ้างเมื่อเกิดปัญหาเพื่อให้สถานการณ์ยุติโดยเร็ว และใครมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรอย่างไร
โดยผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตฯ ชุดนี้ พบว่ามีข้อบกพร่องแทบจะทุกขั้นตอน รวมถึงทีโออาร์ ขณะที่รายละเอียดของพฤติกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องมีมากกว่า 100 คน ประกอบด้วย ข้าราชการระดับสูง ซึ่งคาดว่าเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกสั่งให้พ้นตำแหน่ง และอยู่ระหว่างถูกดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรง นอกจากนั้น ยังมีคู่สัญญา และบุคคลภายนอกร่วมอีกด้วย
“กระทรวงมหาดไทยคงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ” รองนายกฯ ปกรณ์ ระบุหลังการประชุมครั้งสุดท้าย ในการตรวจตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน
ปกรณ์ ระบุชัดเจนว่า คณะกรรมการตรวจสอบทุจริตฯ ชุดนี้ ไม่มีอำนาจหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดใคร เพียงแต่หาจุดบกพร่องในการดำเนินการว่าเป็นอย่างไร จึงไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ บอร์ดชุดนี้เป็นเพียงสารตั้งต้น นำเสนอนายกฯ พิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลต่อ ทั้งการดำเนินคดีทางแพ่งและอาญา
ในส่วนของการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทาง ป.ป.ท. และ ปปง. จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดของการตรวจสอบทุจริต
บรรดาหัวขบวนที่ตั้งใจทุจริตสอบตั้งแต่ต้น คงไม่ตายน้ำตื้นเรื่องเส้นเงิน โดยเฉพาะกับผู้เกี่ยวข้องระดับสูง หรือนักการเมือง จึงไม่แปลกที่ในขณะนี้ กระบวนการตรวจสอบของแต่ละหน่วยงาน จึงยังไม่ปรากฎว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่คนเดียว
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงกับนักการเมืองเบอร์ใหญ่บางคนแถวอีสาน ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมือไม้เครือข่ายต่างๆ มีส่วนทำให้เข้าใจเช่นนั้น
หรืออีกกรณีก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า อธิบดีฯคนหนึ่งที่อยู่ในข่ายถูกตรวจสอบ มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งถูกพูดกันอย่างกว้างขวางว่า เครือข่ายฝ่ายการเมืองได้รับการดูแลด้วยโควตาสอบบรรจุให้ไปหาลูกค้ากันเอง
คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า ถ้ารัฐมนตรีหรือนักการเมืองเกี่ยวข้องจริง และมีการขนเงิดสดไปให้ ทางการจะตรวจสอบอย่างไร ดังนั้น ความหวังจึงอยู่ที่ผู้ต้องหาในคดี ซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ จะกล้าพลีชีพ ซัดทอด จอมบงการตัวใหญ่ที่แท้จริงหรือไม่ เพื่อแลกกับโทษหนักจะได้เป็นเบา หรือกันเป็นพยาน
ไม่เช่นนั้น สังคมไม่ไว้วางใจฝ่ายการเมืองตรวจสอบฝ่ายการเมืองกันเอง เพราะคนกลุ่มนี้เขารู้วิธีประสานผลประโยชน์ คุยกันได้ราบรื่น
บทสรุปเรื่องโกงสอบท้องถิ่น ต้องวัดใจอนุทิน จะสั่งใช้ยาแรงแค่ไหน และไม่ต้องแปลกใจ หากถึงที่สุดแล้วจะไม่ปรากฎรายชื่อ หรือพฤติกรรมเอาผิดนักการเมืองได้



