วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

โมเดล ‘อิเหนา-มาเลย์’ดับไฟใต้ เกมบาลานซ์อำนาจ ‘บิ๊กอาเซียน’

จากนี้คงต้องจับตาท่าที “มาเลเซีย” ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก คณะการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างฝ่ายไทย- กลุ่มผู้เห็นต่าง หลังนัดหมายเปิดโต๊ะพูดคุยอย่างเป็นทางการเดือน ก.ย.นี้ ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด

ท่ามกลางการพูดคุยสันติสุข เกิด “สุญญากาศ” เพราะมีกระแสข่าว “มาเลเซีย” เปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งยังไม่รู้ว่าปัจจุบันใครเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว

การเปิดโต๊ะพูดคุยหยุดชะงัก ภายหลัง “ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย รับรู้ได้ว่า มีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากล

เมื่อไล่เรียงลำดับตั้งแต่เหตุการณ์ “คาร์บอมบ์” หน้า สภ.ตันหยง หลังเก่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 และกรณีคนร้ายลอบโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย พลเรือนบาดเจ็บ 5 คน ในวันถัด 22 ก.ค.

นำมาซึ่งการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อ 26 ก.ค.ของ องค์การปลดปล่อยสหปัตตานี หรือ พูโล (PULO : Patani United Liberation Organization) หนึ่งในองค์กรที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ ลงชื่อ กัสตูรี มกุฎา (Kasturi Mahkota) ประธาน PULO กรณีมาเลเซียให้การสนับสนุนทางการเงินระบุว่า

“มาเลเซียไม่ควรถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการสนับสนุนทางการเงินแก่การต่อสู้ของปาตานีโดยปราศจากหลักฐาน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย และเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการสร้างสันติภาพ”

ในแถลงการณ์ พูโลยังแสดงความเชื่อมั่นว่า มาเลเซียมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการเจรจาสันติภาพ “ช่วยแสวงหาทางออกทางการเมืองอย่างสันติ มิใช่เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการให้การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นระหว่างที่ฝ่ายไทยส่งคณะทำงานฝ่ายเทคนิคฯไปปูทาง เพื่อจัดการพูดคุยอย่างเป็นทางการระหว่างฝ่ายไทย กลุ่มผู้เห็นต่าง และผู้อำนวยความสะดวกคือมาเลเซีย ในช่วงเดือน ก.ย.นี้

เป็นที่มา “ฐนัตถ์” ประกาศเลื่อนการพูดคุยออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะได้คำตอบ การก่อเหตุดังกล่าว เกิดจากปัจจัยใด สะท้อนถึงความไม่มั่นใจว่า กลุ่มที่มาเลเซียประสานงานมาร่วมพูดคุย ใช่ตัวจริงหรือไม่ และเหตุใดถึงควบคุมกองกำลังในพื้นที่ไม่ได้

ประจวบเหมาะ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางไปเยือนกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย อย่างเป็นทางการ 3-4 ส.ค.2569 พร้อมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และทีมความมั่นคง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และพล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมคณะ

ความน่าสนใจ “ปราโบโว ซูบียันโต” ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียคนปัจจุบัน มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกองทัพไทย เรื่องความมั่นคง และในอดีตช่วงรับราชการทหารในกองกำลังพิเศษ (Kopassus) เคยเข้ารับการฝึกทางทหารร่วมกับหน่วยรบพิเศษของไทย

สำหรับผลการพูดคุยระหว่าง นายกฯอนุทิน กับประธานาธิบดี ปราโบโว ซูบียันโต นำมาถึงความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ ผ่านการขับเคลื่อน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย” ร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยว

ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่ความสัมพันธ์ทางทหารมีความใกล้ชิดในทุกระดับ และทุกเหล่าทัพ มีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

“การหารือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน จะร่วมกันรับผิดชอบในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมแสดงบทบาทนำในการผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลกและรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็ง” ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ระบุ

พร้อมเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในแง่ความมั่นคง เป็นไปได้ว่า “รัฐบาลอนุทิน” กำลังเพิ่มบทบาทให้“อินโดนีเซีย”เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น ควบคู่กับการแสวงความความร่วมมือกับมาเลเซีย

อีกนัยหนึ่งอาจมองได้ว่า อินโดนีเซียมีส่วนได้ส่วนเสียน้อยกว่า และไม่มีพรมแดนติดกับไทย เมื่อเทียบกับมาเลเซีย ที่ถูกมองว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เนื่องจากเป็นพื้นที่หลบซ่อนของกลุ่มผู้ก่อเหตุ

อีกทั้งในห้วงหลายสิบปีที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคงไทยส่งรายชื่อบุคคลสองสัญชาติ ซึ่งก่อเหตุใน 3 จชต.หนีข้ามไปหลบซ่อนในมาเลเซีย ให้ช่วยดำเนินการ แต่ไร้ความคืบหน้า

เช่นเดียวกับกรณีล่าสุด พล.ท.อดุลย์ บินด่วนไปมาเลเซียแก้ปัญหาบุคคลสองสัญชาติ ด้วยการดึง ตม.ไทย-มาเลเซีย ร่วมบูรณาการผ่านเครื่องไบโอเมตริกซ์ ตม. (Biometrics) ระบบตรวจอัตลักษณ์บุคคล หลังพบข้อมูล 5 ผู้ต้องสัยสัยลอบโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี หนีมาซ่อนตัว

ต้องยอมรับว่า อินโดนีเซีย ก็มีบทบาทสำคัญกับกลุ่มเห็นต่างที่เคลื่อนไหวพื้นที่ จชต.บางกลุ่ม ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ทั้งมาลเซียและอินโดนีเซีย จะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขฯ

เมื่อ “รัฐบาลอนุทิน” ยกสถานะอินโดนีเซีย ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา จชต. ย่อมเป็นเรื่องที่มาเลเซียยอมไม่ได้ ที่จะปล่อยให้การทำหน้าที่สร้างสันติภาพในพื้นที่หลุดมือไป

เพราะไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย ประเทศใดก็ตาม หากนำผู้เห็นต่างตัวจริง เสียงจริง มาพูดคุยกับฝ่ายไทยได้ จนคลี่คลายปัญหา จชต.ที่ยืดเยื้อมากว่า22ปี ย่อมส่งเสริมบทบาทประเทศนั้นให้โดดเด่น ทั้งเวทีอาเซียนและเวทีโลก

ภาพ “นายกฯอนุทิน” ยกคณะรัฐมนตรีและฝ่ายความมั่นคงไปจับเข่าคุยผู้นำอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี จึงเปรียบเสมือนคู่แข่งมาเลเซียในเวทีอาเซียน เพื่อขอความร่วมมือแก้ปัญหา จชต. เท่ากับความสำคัญของมาเลเซียถูกลดบทบาทอยู่กลายๆ