วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม 2569

Login
Login

'กมธ.สธ.' เตรียมชง 'สว.' รื้อ กม.สปสช. ยันไม่เจตนาล้มระบบบัตรทอง

“กมธ.สธ." เผยเตรียมชง “วุฒิสภา” พิจารณาข้อศึกษา แก้กม.สปสช. ยันไม่เจตนาล้มระบบบัตรทอง เผย7ข้อค้นพบ หากไม่ปรับปรุง เสี่ยงต่อระบบระยะยาว

ที่รัฐสภา นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณาของอนุกมธ. ศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต่อการเสนอปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สปสช. ว่า รายงานข้อศึกษาได้ดำเนินการแล้วเสร็จแล้ว และเตรียมเสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาภายในสมัยประชุมหน้า อย่างไรก็ดีในผลการศึกษาจะมีข้อเสนอต่อการแก้ไขร่างพ.ร.บ.สปสช. ให้พิจารณา ซึ่งเป็นกระบวนการ และขอบเขตภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่ประเด็นที่จะเสนอให้ปรับปรุง อาทิ 1.ที่มาของบอร์ด สปสช. ที่มีหน้าที่พิจารณาจัดสรรสิทธิของประชาชน ซึ่งบางเรื่องพบว่ามีประเด็นที่ถูกคัดค้านจากประชาชนและนักวิชาการ 2.การจัดสรรเงินที่มีลักษณะปลายเปิด เช่น ระบบกองทุนผู้ป่วยใน (ไอพีดี)  ที่ให้งบเมื่อต้นปีต่อหน่วย ที่ 8,350 บาท แต่ปลาย เหลือ 5,000 บาทต่อหน่วย เช่น ผ่าตัดไส้ติ่ง เหลือ 4,000-5,000 บาท ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุน

นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า 3.กรณีนวัตกรรม 7 นางฟ้า ที่ได้รับจัดสรรงบปลายเปิด ที่เรียกว่าเท่าไรเท่ากัน โดยตั้งงบไว้ที่ 3,700 ล้านบาท แต่ผ่านไป 6 เดือนพบว่าเงินหมด ทำให้ต้องนำเงินกองทุนลองเทอมแคร์ จำนวน 1,800 ล้านบาทมาอุดหนุน  และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งส่วนดังกล่าวถือว่าไม่สมดุลกับการใช้งบประมาณ

“รายงานและข้อเสนอตามรายงาน เมื่อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาแล้ว หากที่ประชุมเห็นชอบ จะเสนอไปยังรัฐบาลให้พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ผมไม่สามารถคาดเดาได้ว่ารัฐบาลจะเห็นชอบหรือไม่  แต่จากสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขสะท้อนข้อค้นพบมีความจริงที่ทุกคนเห็นนว่าจะทำให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ดีผมยืนยันว่า กมธ.ไม่มีเจตนาล้มระบบบัตรทอง หรือลดสิทธิพื้นฐานของประชาชน แต่เป็นการศึกษาข้อเท็จจริงเพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทยมีความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน” นพ.ประพนธ์ กล่าว

ขณะที่นายอนันต์ชัย อัศเมฆิน อนุกมธ. กล่าวว่า จากการศึกษาต่อระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย มีข้อค้นพบสำคัญ คือ 1.ระบบเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ใช่ปัญหางบประมาณ แต่เกี่ยวขข้องกับวิธีจ่ายค่าบริการ การบริหารจัดการ และกลไกธรรมาภิบาล 2.การจัดสรรทรัพยากร ค่าชดเชยหลายบริการไม่สอดคล้องต้นทุนจริง ทำให้หน่วยบริการต้องนำเงินบำรุงของโรงพยาบาลอุดหนุนการให้บริการประชาชน 3.การกำหนดสิทธิประโยชน์ควรมีหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งการตัดสินใจทุกเรื่องควรตั้งอยู่บนภาระโรค ความจำเป็นทางการแพทย์ ความคุ้มค่างทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และผลประโยชน์ประชาชนโดยรวม

นายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า 4.ระบบธรรมาภิบาลควรรับการพัฒนา ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เปิดให้ผู้ใช้สิทธิ ผู้ให้บริการ และผู้กำหนดนโยบายมีส่วนร่วมอย่างสมดุล 5.ต้องพัฒนาระบบรักษา โดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งผู้มีรายได้น้อย  ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง 6.แนวคิดเรื่องร่วมจ่าย เป็นประเด็นที่นำมาศึกษาแต่ กมธ.ไม่มีข้อสรุป ทั้งนี้หากอนาคตจะพิจารณาแนวทางใด ต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ไม่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และมีมาตรการคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ชัดเจนและ 7. หากไม่ปรับปรุง อาจเป็นความเสี่ยงต่อระบบระยะยาวทั้งประสิทธิภาพการบริหารจัดการ คุณภาพบริการ ภาระของบุคลากร การเงินของโรงพยาบาล