“พรรคประชาชน” มี สส.ในสภาฯ 118 ที่นั่ง “พรรคเพื่อไทย” มี สส.ในสภาฯ 74 ที่นั่ง และ “พรรคกล้าธรรม” มี สส.ในสภาฯ 58 ที่นั่ง หากรวมกันจะมี สส.ในสภาฯ 250 ที่นั่งพอดี
หากต้องการเปลี่ยนสมการการเมือง แค่เติมเสียงด้วย “พรรคประชาธิปัตย์” และพรรคเล็กพรรคน้อยเข้าไป จะสามารถพลิกขั้ว ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับผลัก “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งมี สส.ในสภา 191 ที่นั่ง ไปเป็น “ฝ่ายค้าน” ได้ทันที
สูตรนี้ถูกพูดถึงอย่างมาก ในช่วงที่ “รัฐบาลอนุทิน” อยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดี เจอทั้ง “ปัจจัยภายใน-ภายนอก” รุมเร้าไม่ขาดสาย
ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจปากท้อง การทุจริตสอบเข้าข้าราชการ และพนักงานท้องถิ่น กลิ่นความไม่ชอบมาพากลในโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
รวมไปถึงปัญหาความสัมพันธ์ของแกนนำภายในพรรคภูมิใจไทย ระหว่าง “2 น. 1 พ.” ที่ถูกมองว่า มีรอยร้าวจากหลายกรรมหลายวาระ ในช่วงที่ผ่านมา
ยิ่งปรากฏภาพ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ไปปรากฏตัวที่ประเทศโมนาโก ในช่วงเวลาเดียวกับที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไป กระแสข่าวดังกล่าวยิ่งร้อนแรง จนถูกจับตาว่า แอบมี “ดีลลับโมนาโก” เกิดขึ้นหรือไม่
ขณะเดียวกัน “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ปลดล็อกกุญแจ “มีเราไม่มีเทา” เปิดทางจับมือ “พรรคกล้าธรรม” ได้ ทำให้สูตร “ส้ม-แดง-เขียว” ยิ่งถูกจับตามากขึ้นกว่าเดิม
ทว่า โอกาสจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อจับท่าทีของ 2 คีย์แมนคนสำคัญ ที่อยู่ในสูตรดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น “ธรรมนัส” หรือ “อ.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย
แม้ “ธรรมนัส” จะแบะท่า ยื่นไมตรีให้ทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะ “ส้ม” หรือ “น้ำเงิน” โดยการบอกว่า ให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน หรือการลืมเรื่องที่ “พรรคประชาชน” ประกาศตอนหาเสียงเลือกตั้งว่า ไม่จับมือพรรคกล้าธรรม แต่เจ้าตัวก็ยืนยันออกมาแล้วว่า "ไม่มีดีลลับโมนาโก" และเรื่องดังกล่าวเป็น “ข่าวลวง”
ในขณะที่ “อ.เชน” ปฏิเสธ ไม่ทราบข่าวดีลลับ และได้ประกาศออกมาว่า รัฐบาลยังมีความเข้มแข็ง และมีความเป็นปึกแผ่นกันอยู่ เมื่อทั้ง “เขียว” และ “แดง” ต่างไม่เอา “สูตรส้ม-แดง-เขียว” จึงเกิดได้ยากในช่วงเวลานี้
สำหรับท่าที “ธรรมนัส” เห็นได้ชัดว่า ยังค่อนข้างรักษาน้ำใจ “น้ำเงิน” อยู่ไม่น้อย และยังคงทำหน้าที่ “ฝ่ายคอย” เฉกเช่นเดิม
ทั้งการระบุว่า ให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน ทั้งการไม่เด้งตามพรรคประชาชนที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่า ขอดูรายละเอียดก่อน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังประกาศราวกับส่งสัญญาณไปถึงฝ่ายกุมอำนาจว่า “ไม่ยึดติด” ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ใครต่อใครต่างมองว่าเขาเป็น “จงอางหวงไข่” ที่คอยแซะการทำงาน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คีย์แมนค่ายแดง เจ้ากระทรวงนี้
“ธรรมนัส” น่าจะประเมินแล้วว่า รัฐบาลยังไปต่อได้ และไม่มีสัญญาณพิเศษอะไรออกมา ให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เหมือนกับคราวก่อนที่สัญญาณชัด ดังนั้น การเป็น “ฝ่ายค้าน” แบบประนีประนอมคือ การทำตัวเป็นเด็กดี เพื่อรอโอกาสของตัวเอง
ด้าน “พรรคเพื่อไทย” แม้จะไม่ได้มีความสุขกับการต้องเดินตาม “พรรคภูมิใจไทย” เท่าใดนัก แต่สถานการณ์ของพรรคในขณะนี้ โดยเฉพาะคีย์แมนคนสำคัญอย่าง “ทักษิณ” ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนในอดีตอีกแล้ว ซ้ำยังต้องระมัดระวังท่าทีตัวเอง ไม่ให้ถูกมองว่า กลับมาสร้างปัญหา
สัญญาณการเมืองอื่นๆ ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตัวแปรสำคัญอย่าง “คดีฮั้ว สว.” วันนี้ยังอยู่ในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยังไม่รู้ว่า จะออกมาหน้าไหน ระหว่างฝ่ากระแสสังคม หรือลดทอนกระแสสังคม
ตราบใดที่ สว.ชุดปัจจุบันยังอยู่ ต่อให้ “ส้ม-แดง-เขียว” จับมือกันพลิกขั้ว ก็ยังทำงานลำบาก เพราะไม่สามารถควบคุมกลไก สว.ได้ โดยเฉพาะกลไกการผ่านกฎหมาย การแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ ยังถูกคอนโทรลอยู่จากฝั่งสีน้ำเงิน
ในทางตรงกันข้าม หากคดีฮั้ว สว.ออกมาอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ “ผิดยกยวง” การได้มาซึ่ง สว.มิชอบ จะทำให้ สว.ชุดปัจจุบันหลายคนพ้นจากหน้าที่ ตรงนี้อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ได้ เพราะกลไกที่แข็งแกร่งของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” จะหายไป
ดังนั้น คนที่อยากให้สูตรนี้เกิดขึ้นจริงๆ และเร็วที่สุด ตอนนี้น่าจะมีเพียงแค่ “พรรคสีส้ม” ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมลดจุดยืนตัวเอง เปิดทางจับมือกับ “พรรคสีเขียว” เพียงเพื่อจะล้างแค้น “พรรคสีน้ำเงิน” ที่มีส่วนพาตัวเองมาถึงจุดตกต่ำในปัจจุบัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



