วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

2 ทศวรรษ ‘บิ๊กเน’ สู่ ‘ลุงเนวิน’ ศาสดาผู้กุมชะตา ‘น้ำเงิน’

ดราม่า “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” เนวิน ชิดชอบ  สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สวมกางเกงขาสั้น เข้าร่วมพิธีบวงสรวงสักการะองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช  เมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 ที่ผ่านมา โดยมีคณะผู้บริหาร นักฟุตบอล และทีมงานสโมสร รวมถึงแกนนำ และ สส.พรรคภูมิใจไทย อาทิ "พิพัฒน์ รัชกิจประการ"  รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ พร้อมด้วย สมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชน ร่วมพิธี

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงความเหมาะสมในการแสดงความเคารพสถานที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช

คล้อยหลัง 2 วัน “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวในช่วงวันหยุด โดยระบุข้อความว่า นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า….สบายอ่ะ พร้อมติดแฮซแท็กว่า ก็ลมมันเย็น จนถูกตีความว่า เป็นการล้อกับกระแสดังกล่าว 

ถัดมา 3 ส.ค.69 “ครูใหญ่เนวิน”  โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ชี้แจงกรณีดราม่าดังกล่าวหลังโดนถล่มยับ ยืนยันว่า เคารพ ศรัทธา และบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพด้วยหัวใจ

“ทุกปีที่มาทำพิธี สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดต่อประสานงานกับสำนักงานศาลหลักเมืองเอง จ่ายค่าใช้จ่ายประกอบพิธีเอง เพราะเป็นกิจกรรมของสโมสร ไม่ใช่งานของจังหวัด หรืองานที่จัดโดยส่วนราชการใดๆ” เนวิน ระบุ

2 ทศวรรษ ‘บิ๊กเน’ สู่ ‘ลุงเนวิน’  ศาสดาผู้กุมชะตา ‘น้ำเงิน’

เนวิน กล่าวอีกว่า ในช่วงปีแรกๆ ที่เดินทางมา นอกจากนักฟุตบอล ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีมแล้ว ยังมีเพื่อนในวงการฟุตบอล และแฟนบอลที่ทราบข่าวเข้ามาร่วมพิธี และพูดคุยทักทายกัน ก่อนที่ในช่วงปีหลังๆ จะมีข้าราชการ รวมถึง สส. สจ. และ สท. ในพื้นที่ เข้ามาร่วมด้วยในฐานะเจ้าบ้าน ซึ่งสโมสรให้เกียรติ และเชิญร่วมพิธี เพราะถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่สโมสร

ครูใหญ่สีน้ำเงินยังย้ำว่า “เป็นสิทธิส่วนตัวที่เลือกแต่งกายให้สะดวกสบาย โดยมาทำพิธีด้วยเสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และกางเกงขาสั้นแบบนี้ทุกปี เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลหลักเมืองอนุญาต และไม่เคยทักท้วง การแต่งกายด้วยกางเกงขายาวหรือขาสั้น ไม่สามารถบอกได้ว่า บุคคลนั้นมีความเคารพ เชื่อถือ หรือศรัทธามากน้อยเพียงใด แต่การปฏิบัติที่ทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเคารพ ศรัทธา และการบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเครื่องแต่งกาย”

นับตั้งแต่ “ถอยฉากการเมือง” หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ก่อนนำมาสู่คดี “ยุบพรรคไทยรักไทย” ในวันที่ 30 พ.ค.2550 

“เนวิน” หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ได้ปรับลุค สร้างคาแรกเตอร์ใหม่ ด้วยการถอดสูท หันไปสวมเสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น พร้อมย้ำสถานะตนเองมาโดยตลอดว่า เป็นเพียง “ลุงเนวิน” ผู้มีความสุขกับงานกีฬา และการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์

หากยังจำกันได้ในงานวันเกิดปีที่ 54 วันที่ 4 ต.ค.2555  “เนวิน” ย้ำชัดถึงบทบาทการเมือง โดยประกาศเลิกเล่นการเมือง และยุติบทบาททางการเมืองอย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุผล เพื่อที่จะลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาในรอบหลายปี โดยจะทุ่มเทให้กับการกีฬาอย่างเต็มที่

แต่อย่างที่รู้กันว่า ในช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เขาไม่ได้หายไปจากสารบบการเมืองไทยแม้แต่น้อย เพราะนับตั้งแต่การนำสมาชิก “กลุ่มเพื่อนเนวิน” แยกตัวออกจากพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคไทยรักไทยสาขาสองในปี 2551 ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย 

ก่อนเกิดเกมพลิกขั้ว  “ภูมิใจไทย” หันไปเข้าร่วมรัฐบาลกับ “พรรคประชาธิปัตย์”  และลงมติเห็นชอบให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี ในปีเดียวกันจนเกิดวาทกรรม “มันจบแล้วครับนาย” เมื่อ “เนวิน” ประกาศแตกหักกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย 

ภาพลักษณ์ของเขา ที่แม้จะพยายามสร้างภาพลักษณ์สวมเสื้อกีฬากางเกงขาสั้นเป็น “ลุงเนวิน” ในแวดวงกีฬา ในทุกโอกาส แต่ไม่พ้นถูกจับตาบทบาท “ผู้กำกับเกม” หลังม่านสีน้ำเงิน ที่ไม่ต่างกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ศาสดาค่ายแดง และ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ศาสดาค่ายส้ม 

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2565 สูตรการเมืองเวลานั้น เต็มไปด้วยสารพัดดีลการเมือง ท่ามกลางการจับตาไปที่ “ทักษิณ” นายใหญ่ เพื่อไทย และ “ครูใหญ่” สีน้ำเงิน ว่าความสัมพันธ์ และรอยร้าวของ 2 ผู้มากบารมี แปรเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน “เนวิน” ที่แม้จะยืนยันขอเป็น “ลุงเนวิน” ไม่อยากมีตำแหน่งทางการเมือง แต่เมื่อถามถึงโอกาสในการจับขั้วระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” และ “ภูมิใจไทย” ที่เวลานั้นยังเป็นปฏิปักษ์กันทางการเมือง เขากลับมองว่า “ประเทศไทย การเมืองไทย ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร” 

2 ทศวรรษ ‘บิ๊กเน’ สู่ ‘ลุงเนวิน’  ศาสดาผู้กุมชะตา ‘น้ำเงิน’

จนถูกตีความว่า จะเป็นส่งสัญญาณการเมืองท่ามกลางกระแสข่าวการเปิดดีลระหว่างผู้มากบารมี 2 พรรค และก็เป็นไปตามคาดเมื่อหลังการเลือกตั้งปี 2566 เกิดเกมพลิกขั้ว “พรรคเพื่อไทย” ที่แต่เดิมจับมือ “พรรคประชาชน” หันไปจับมือกับ “พรรคภูมิใจไทย” และผลักพรรคประชาชนไปเป็นฝ่ายค้าน ปิดตำนานมันจบแล้วครับนายในท้ายที่สุด 

ปีถัดมา วันคล้ายวันเกิดครบ 66 ปี ของครูใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน 4 ต.ค. ระหว่าง “ครูปะกำ​” ทำพีธีผูกข้อมือเรียกขวัญ ในพิธีปะกำช้าง ให้กับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จนกลายเป็นไวรัล “ผูกให้เป็นนายกฯ​” ซึ่งเนวินกล่าวกับ “ครูปะกำ​” อวยพร “อนุทิน”

แม้จะเป็นเรื่องทีเล่นทีจริง แต่ได้กลายเป็นเรื่องจริง  เมื่อ “เพื่อไทย” และ “ภูมิใจไทย” แตกหักอีกรอบ กระทั่งภูมิใจไทยชิงเกมรวบรวมเสียงในสภาฯ จัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 1” สานฝันอนุทิน เป็นนายกฯ ได้สำเร็จ 

ไม่เว้นแม้แต่การเลือก สว.เมื่อ 26 มิ.ย.2567 ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ “น้ำเงิน” ปกคลุมสภาสูง  จนวุฒิสภาได้รับฉายา จากสื่อมวลชนรัฐสภาประจำปี 2567 ว่าเป็น “เนวิ(น)เกเตอร์” สื่อนัยมี “เนวิน” นำทาง หรือแม้แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดซึ่งภูมิใจไทยสามารถกวาด สส.เข้าสภาฯ เป็นอันดับหนึ่ง สานฝัน “อนุทิน” เป็นนายกฯสมัยสองได้สำเร็จ

ทั้งหมดทั้งมวลเป็นการตอกย้ำว่า ภายใต้คาแรกเตอร์ “ลุงเนวิน” ที่ถอยฉากการเมือง หันไปเอาดีในแวดวงกีฬา สวมเสื้อกีฬา กางเกงขาสั้นทุกวาระโอกาส ตั้งแต่งานบวช งานแต่ง ล่าสุดคือ งานแต่งลูกชายตัวเอง “หนุน” ชนน์ชนก ผอ.ฝ่ายพัฒนาเยาวชนของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อะคาเดมี่ เมื่อ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ในมิติการเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนถึงเวลานี้ กลับยิ่งตอกย้ำบทบาท “บิ๊กเน” ในฐานะ “ผู้นำหลังม่าน” ผู้กุมชะตาค่ายสีน้ำเงินตัวจริง 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์