ภูมิใจไทย กับศึกหนักที่รอข้างหน้า กับคดี โกง สว. ในมือ 7 เสือ กกต. ต้องวัดใจการพิจารณาคำร้องที่มีผู้เกี่ยวข้อง 229 คน มีอะไรให้ลุ้นเฮือกใหญ่ ใครจะโดนสังเวย หรือหลุดรอด
ในจำนวนนี้ มี สว.ที่ว่ากันว่า เป็นสายสีน้ำเงินมากถึง 138 คน ส่วนบรรดาคีย์แมนพรรคภูมิใจไทย เรียกว่าอยู่ในข่ายแทบจะยกชุด
กรรมการบริหารพรรค ลูกเทพเพียบ รวมถึงรัฐมนตรี สส. และเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น กว่า 20 คน หนึ่งในนั้นคือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ถูกร้องในลำดับที่ 187 ขณะที่เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้ถูกร้องในลำดับที่ 228
ในช่วงหลังๆ มานี้ ขาใหญ่ในภูมิใจไทยบางคน พยายามอธิบายถึงกรณีการเลือก สว.ที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมาย ผ่านบางรายการว่า เป็นเรื่องระบบที่รัฐธรรมนูญออกแบบมาให้เลือกกันเอง พร้อมระบุถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ว่า ทำเรื่องสว.หรือไม่ มีความพยายามที่จะฮั้วหรือไม่ ทุกพรรคการเมืองก็มีความพยายามทั้งนั้น แต่ใครจะมีปัญญาแค่ไหน
นั่นเท่ากับว่า ขาใหญ่ภูมิใจไทยคนดังกล่าวรู้ดีว่า การเลือก สว.ที่ผ่านมาเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองในการส่งคนของตัวเองเข้าไปยึดสภาสูง และมีพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งมีอำนาจในขณะนี้ ทำได้ทะลุเป้าจนมีปัญหาแบบนั้นใช่หรือไม่
จริงอยู่ที่ระบบตามรัฐธรรมนูญ กำหนดรูปแบบการเลือก สว.ไว้เช่นนั้น โดยให้ 20 กลุ่มสาขาอาชีพ พิจารณาเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำหน้าที่อันทรงเกียรติ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ระบบไม่ได้กำหนดให้นักการเมือง พรรคการเมือง หรือคนในฝ่ายบริหารหรือนิติบัญญัติ เข้าไปมีส่วนเป็นตัวตั้งตัวตี จูงใจด้วยผลประโยชน์ แอบอ้างเบื้องบน เพื่อให้คนที่ตัวเองวางไว้ได้รับเลือก
คดีโกง สว. จึงเป็นเรื่องร้อนที่พร้อมแผดเผา กกต. รวมถึงภูมิใจไทยโดยแท้ ในจังหวะที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ที่พยายามล้างตราบาปของตัวเอง ที่เคยหน้ามืดไปสนับสนุนภูมิใจไทย ให้อนุทินเป็นนายกฯ ด้วยการขยายแผลผู้เกี่ยวข้องเรื่องนี้
เวทีสภาที่กำลังจะเปิดสมัยประชุม 25 ส.ค.นี้ อนุทิน และรัฐมนตรีภูมิใจไทยหลายคน ต่างเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว.ทั้งสิ้น แม้อนุทินจะออกตัวว่า ฝ่ายค้านจะอภิปรายรัฐบาลอย่างไร ยังไม่เห็นความเกี่ยวข้อง เพราะ สว.เลือก ปี 67 รัฐบาลนี้เข้ามาทำงานปี 69 พร้อมประกาศอย่างกล้าหาญ “ไม่มีอะไรต้องกังวล รัฐบาลนี้ไม่มีทำชั่วทำเลว”
การที่อนุทิน ระบุเช่นนั้นก็ไม่ผิด แต่จุดเริ่มต้นเรื่องโกง สว.ปี 67 อนุทินกับพวก ก็มีตำแหน่งทางการเมือง ข้อครหาเรื่องความไม่ชอบมาพากล จึงอาจกระทบกับคุณสมบัติจากพฤติกรรมที่มีส่วนรู้เห็น จนถูกมองได้ว่าหมิ่นเหม่ต่อการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งต้องให้ กกต. พิจารณาจะส่งศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ชี้ขาดหรือไม่
ขณะเดียวกัน หากฝ่ายค้านจะซักฟอกอนุทิน และคณะ ก็เป็นอีกส่วนที่น่าจะทำได้ ในเมื่อนายกฯ เข้ามามีตำแหน่งในฝ่ายบริหาร พฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจต่างๆ ก็เป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายค้านชำแหละ แต่อีกมุมก็เป็นโอกาสให้ใช้เวทีนี้ หักล้างข้อกล่าวหา พิสูจน์ตัวเอง แม้จะบอบช้ำก็ตาม
สิ่งที่น่ากังวลของอนุทิน และภูมิใจไทย อาจจะเป็นพยานหลักฐานใหม่จากตัวละครลับ ที่พรรคส้มได้รับเพิ่มเติม นอกเหนือจากพยานหลักฐานชุดเดียวกับ กกต. และถ้าเกี่ยวข้องกับอนุทิน และรัฐมนตรี ก็คงเปิดกันเต็มที่ในสภาฯ เพราะมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง
เรื่องจำนวนเสียงในสภาฯ คงไม่มีปัญหา หากอนุทินกับพวกโดนพรรคส้มอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง แต่เรื่องนี้จะสร้างผลกระทบทางการเมืองให้กับรัฐบาลภูมิใจไทยอย่างหนักหน่วงมากขึ้น หากประชาชนได้เห็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านแบบไม่เกี้ยเซี๊ยะ
งานนี้ต้องวัดฝีมือพรรคประชาชน ว่า จะทำผลงานซักฟอกได้ดีมากน้อยแค่ไหน กับเป้าหมายสอยนายกฯ และรัฐมนตรีภูมิใจไทย
ถ้าว่ากันตามท้องเรื่อง หลังจบศึกอภิปรายฯ คงไม่แคล้วที่ฝ่ายค้านจะเข้าชื่อร้องอนุทิน และรัฐมนตรีสีน้ำเงิน ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ไม่ว่าจะด้วยข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรืออื่นๆ ล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
จุดเสี่ยงของอนุทิน กับพวก หากสถานการณ์ไปถึงจุดนั้นจริง อยู่ที่การเดิมพันตำแหน่งนายกฯ จะมีเหตุถึงขั้นถูกศาลฯ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ภูมิใจไทย คงต้องเตรียมรับมือ
แรงกดดันของรัฐบาลสีน้ำเงิน จะเพิ่มมากขึ้น หากยังไม่สามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ หรือสลัดข้อครหาต่างๆ มุ่งแต่เกมโต้ทางการเมือง ใช้วาทกรรมของคนเป็นนายกฯ เย้ยหยันฝ่ายตรงข้าม อาจไม่ช่วยกู้เรตติ้ง แต่ยิ่งเรียกแขกมาเพิ่ม



