วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

ศึกใน-ศึกนอกเร้า เขย่า ครม. โจทย์ยากลากยาว ‘รัฐบาล 1 ปี’

ทั้งหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ให้การตรงกัน โดยเฉพาะนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ตอบชัดๆ เคลียร์กระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีว่า ยังไม่มี เพราะเพิ่งจะทำงานได้ 4 เดือน สอดรับกับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุยังไม่ถึงเวลา ขอเวลาพิสูจน์ผลงาน 1 ปี

แน่นอนว่า ครม.เพิ่งจะทำงานได้แค่ 4 เดือน หลายรัฐบาลในอดีตไม่ค่อยนิยมปรับกัน เพราะสั้นเกินไป แต่ถ้า 6 เดือน หรือครึ่งปี มีให้เห็นกันบ่อยๆ ดังนั้นการที่ “อนุทิน” ปฏิเสธ ไม่ปรับ ครม.ตอนนี้ ย่อมไม่ผิดจากนั้น

ขณะที่ไทม์มิ่ง 1 ปีของ “ไชยชนก” ตรงนี้อาจนานเกินไป และเป็นไปได้ยาก เพราะหากส่องสถานการณ์ “รัฐบาลอนุทิน” ที่มีปัญหาสารพัด ตั้งแต่ผลงานไม่ออก ทีมเศรษฐกิจยังทำไม่ได้ตามความคาดหวัง 

แถมมีเรื่องราวฉาวโฉ่หลายเรื่องให้ปวดหัว โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทย ที่ข้าราชการสายตรงผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยซัดกันนัว แล้วไหนจะเรื่องทุจริตสอบเข้าพนักงาน และข้าราชการท้องถิ่นอีก

เสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี มีให้ได้ยินทั่วทุกหัวระแหง ขนาดในการประชุมพรรคภูมิใจไทย สส. บางคนยังต้องสะท้อนออกมาให้ผู้นำได้ยินว่า กระแสไม่ดี แม้แต่การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ที่หลายคนถูกตัดสิทธิ สส.ถึงกับต้องพูดตรงๆ กับผู้มีอำนาจในพรรคว่า จะทำคะแนนรัฐบาลหล่นเพียบ

ยังไม่นับรวมรอยร้าว “2 น. 1 พ.” ที่แม้จะพยายามโชว์หวาน เดินสายโชว์ปึ้ก แต่ลึกๆ คนในพรรครู้ดี หลายเรื่องขบกัน เบียดกัน เพียงแค่มันไม่ได้ใหญ่โตถึงขนาดจะ “แตกหัก” เพราะต่างฝ่ายต่างยังต้องพึ่ง “จุดแข็ง” ของกันและกัน

ด้วยสถานการณ์ทั้ง “ภายนอก” กับ “ภายใน” การปรับทัพครั้งใหญ่ น่าจะรอไทม์ไลน์ของ“ไชยชนก” ไม่ได้ โอกาสจะกดปุ่มรีเซตในช่วง 6 เดือนจึงมีอยู่ไม่น้อย

รัฐบาลเองก็เห็นปัญหาว่า งานหลายอย่างไม่ออก ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการปล่อยข่าวประเมินผลงานรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมาธิการออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อกระตุ้นเหล่าเสนาบดีให้ต้องกระตือรือร้นแข่งกันโชว์ผลงาน แข่งกันออกหน้าสื่อ

ให้นั่งแช่ยาว 1 ปี แล้วค่อยปรับ คนที่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วย่อมถูกใจ ได้ยืดระยะเวลาโชว์ผลงาน แต่หัวหน้าก๊วน หัวหน้าซุ้ม ภายในพรรคภูมิใจไทยที่ต่อคิวอยู่ จะรอไม่ไหว

แม้ที่ผ่านมา “พรรคภูมิใจไทย” จะไม่นิยมปรับ ครม. ซุ้มไหนได้แล้วได้เลย อยู่ยาวยันครบเทอม แต่กับปัจจุบันใช้สูตรดังกล่าวไม่ได้ เพราะสูตรเดิมใช้สมัยตอนเป็นแค่ “พรรคร่วมรัฐบาล” มีเก้าอี้ปริมาณจำกัด จัดสรรได้เฉพาะ “หัวหน้าซุ้มใหญ่-นายทุน” เท่านั้น

แต่ขณะนี้ “ค่ายสีน้ำเงิน” อัปไซซ์ กลายเป็น “แกนนำรัฐบาล” มี สส.ร่วม 200 ชีวิต มีเก้าอี้รัฐมนตรีรองรับปริมาณคนได้มากกว่าเดิม มีเรื่องที่ต้องบริหารจัดการแต่ละกลุ่ม แต่ละซุ้ม ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม

ขณะเดียวกัน “ครม.อนุทิน 2” ชุดแรก บางกลุ่มในพรรคภูมิใจไทยยังมองว่า ‘’กระจุกตัว” อยู่กับ “แก๊งลูกเทพ” มากเกินไป ในขณะที่อีกหลายคนเป็น สส.มาหลายสมัย ร่วมหัวจมท้ายกับพรรคมานาน มีปริมาณ สส.ในมือหลายชีวิต แต่ถูกมองข้าม ไม่ได้รับการปูนบำเหน็จเสียที

ที่ผ่านมามีกลิ่นความไม่พอใจโชยออกมาจากภูมิใจไทยตลอด เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวโจ่งแจ้ง เพราะกลัว “ครูใหญ่” หมายหัว ขึ้นบัญชีดำทำให้พรรคปั่นป่วน หลังจากมีกรณี “เชือดไก่ให้ลิงดู” มาแล้ว กับสายเรียกร้อง

 อย่างไรก็ดี แม้ “แก๊งลูกเทพ” จะถูกจับจ้องเป็นพิเศษว่า หลายคนอาจจะโดนปรับออก โดยเฉพาะในรายของ “โกแพ” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่บางคนบอกเป็นเด็กในมุ้ง “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม แต่อีกทางหนึ่งบอกเป็น “เด็กครูใหญ่”

นอกจาก “ไชยชนก” ที่ทำหน้าที่เซฟ “แก๊งลูกเทพ” แล้ว บางกระแสระบุว่า “ลูกเทพ” บางคนรู้ว่า เข้าหา “อนุทิน” ไม่ได้ และไม่ได้มีปริมาณ สส.ในมือ เพื่อค้ำยันตัวเอง เลยใช้วิธีเข้าหา “ครูใหญ่” เทียวเช้าเทียวเย็น ทำตัวว่านอนสอนง่าย รับออเดอร์มาทำงาน

ถือคติต่อให้นายกฯ ไม่เอา แต่หาก “ครูใหญ่” เอา ย่อมรับประกันความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ 2-3 ราย ที่กำลังใช้ยุทธวิธีนี้เพื่อเซฟเก้าอี้ตัวเอง

ทว่า ในขณะเดียวกัน เรื่องดุลอำนาจในกระทรวงมหาดไทยที่ “อนุทิน” แสดงให้เห็นว่า ในกรณีของปลัดกระทรวง ซึ่งไม่ยอมให้ผู้มากบารมีในบุรีรัมย์เปลี่ยนง่ายๆ ก็ทำให้การปรับ ครม.ครั้งนี้น่าติดตาม

ระยะหลังมานี้ “อนุทิน” พยายามใช้อำนาจของตัวเอง ดังนั้น เรื่องการปรับ ครม. ก็ต้องมีส่วนตัดสินใจเช่นกัน ไม่ว่าจะ “เวลา” หรือ “ตัวบุคคล” ไม่ยอมเป็นนายกฯ หน้าฉากให้เชิดอย่างเดียว

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์