กระแสข่าว “20 สส.ภูมิใจไทย” เดินทางพบ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระหว่างเดินทางเยือนประเทศจีน เมื่อวันที่ 16-20ก.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ภารกิจแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุและความมั่นคง กระชับความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ
ว่ากันว่า ในวงถกสส.กลุ่มนี้ ซึ่งเป็นสส.รุ่นใหญ่และรุ่นกลาง มีการเปิดใจในเรื่องการบริหารจัดการในพรรค รวมถึงการจัดสรรโควตาครม. พร้อมส่งสัญญาณผ่าน “ผู้นำรัฐบาล” ไปถึง “บุรีรัมย์” ที่จะเป็นคำตอบสุดท้าย โดยหยิบยกเหตุผลในเรื่องการแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคสีน้ำเงินมาอย่างยาวนาน ขณะนี้รัฐบาลมีการบริหารราชการแผ่นดินมากว่า 3 เดือน จากปัญหาต่างๆ ถึงเวลาที่จะต้องปรับ
เป็นการตอกย้ำถึงความ “อลหม่านปั่นป่วน” ในพรรคสีน้ำเงินที่นับวันจะยิ่งส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีชนวนเหตุมาจากการบริหารจัดการภายใน ซึ่งถูกมองว่า มีการรวบอำนาจรวมถึงโควตาต่างๆ ไว้ที่บางกลุ่มบางซุ้ม
โดยเฉพาะ “กลุ่มลูกเทพ” ที่มี “ลูกนก”ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรค เป็นแกนนำ เห็นชัดถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของสมาชิกกลุ่มนี้ ที่ครองโควตารัฐมนตรีถึงมาก 8 ตำแหน่ง ประธานกมธ.1 ตำแหน่ง และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (ประธานวิปรัฐบาล) อีก 1 ตำแหน่ง
ภายใต้ความอลหม่านปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเวลานี้ นอกจากการจัดสรรโควตาที่ถูกตั้งคำถามว่า ไปกระจุกบางกลุ่มก้อนสีน้ำเงินแล้ว ยังเป็นผลมาจากจำนวน สส.ภูมิใจไทยที่ล้นโควตา โดยเฉพาะกลุ่ม “ยกจังหวัด” รอบนี้มีมากถึง 20 จังหวัด เพิ่มจากการเลือกตั้งรอบที่แล้ว ที่มี 8 จังหวัด
ไหนจะบรรดา “ซุ้มบ้านใหญ่” ทั้งเลือดเก่า-เลือดใหม่ ที่มีสัญญาใจกับแกนนำ จึงส่งผลไปถึงการเกลี่ยเก้าอี้ในแต่ละ “ซุ้มการเมือง” ที่ไม่เพียงพอตามไปด้วย
ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง“ภูมิใจไทย” อยู่ในสถานะพรรคขนาดกลาง มีจำนวนสส.ในระดับคอนโทรลได้ ทำให้การจัดสรรโควตาเป็นไปในลักษณะ “แบ่งแล้วแบ่งเลย”ตลอดอายุรัฐบาล จึงไม่สะท้อนภาพความปั่นป่วนภายในออกมาให้เห็นเด่นชัดมากนัก
แน่นอนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นแม้ก่อนหน้านี้บรรดา “หัวหน้าซุ้ม” สีน้ำเงิน ที่ชวดเก้าอี้รัฐมนตรีรวมถึงตำแหน่งต่างๆ จะได้รับคำตอบจาก “คีย์แมนพรรค” เชิงปลอบใจ แต่แฝงนัยแกมขู่ “ห้ามป่วน” โดยมีการโยนชอยส์ ทั้งการรอต่อคิวจัดสรรโควตาเสนาบดีรอบถัดไป หรือจัดสรรตำแหน่งอื่นๆ ให้เป็นการชดเชย เช่น ประธานกมธ. สภาฯ เป็นต้น
ทว่า หากส่องลึกลงไปใน “14 ประธานกมธ.”จริงๆ กลับเห็นได้ชัดว่า โควตาประธานกมธ.เวลานี้ หลายคณะมีการจัดสรรโดยอิงกับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นหลัก หมายความว่า หาก “หัวหน้าซุ้ม” เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด ส่วนใหญ่“ลูกซุ้ม” ก็มักจะได้ตำแหน่ง “ประธานกมธ.” ที่มีความเชื่อมโยงกับกระทรวงนั้นๆ ไปครอง จุดนี้เองที่ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ“กลุ่มอกหัก” ให้อกหักซ้ำสอง เพราะเท่ากับว่า โควตาก็ไม่ได้ถูกเฉลี่ยกระจายไปยังซุ้มอื่นๆ แบบทั่วถึงอยู่ดี
แม้ท่าทีล่าสุดจาก “นายกฯหนู” ที่โชว์ความเป็นผู้นำรัฐบาล ชิงสยบ “คลื่นใต้น้ำ” สีน้ำเงินระลอกใหม่ในทำนองว่า ยังไม่ถึงเวลา “เพิ่งจะ 4 เดือน ตอนนี้ทุกคนพยายามทำงานให้ตรงกับแนวทางที่ได้กำหนดไว้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
ไม่ต่างจาก “เลขาฯนก” ที่พูดถึงการปรับครม.พร้อมเคลียร์ดราม่า “ลูกเทพ” ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ยืนยันว่า ต้องมีการพิจารณาผลงานของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ตนก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องถูกประเมินผลงานเหมือนกัน
“ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ครม. มีผลงานเยอะมาก มีประเด็นไหนขึ้นมา ก็จัดการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ปรับปรุง แต่แก้ไขในเชิงโครงสร้างหลายๆ ประเด็น มีหลายอย่างที่แก้ไขกันอยู่ แต่คิดว่าต้องให้เวลามากกว่านี้”
แต่อย่างที่รู้กัน ภายใต้สถานการณ์กดดัน “รัฐบาล” และ “พรรคภูมิใจไทย” ที่หนักหนาสากรรจ์จากสารพัด “ศึกรุมสกรัม” ทั้งปัจจัยภายใน ภายนอกที่รุมเร้า กำลังเซาะกร่อนเสถียรภาพรัฐบาล
โดยเฉพาะ “คดีมหากาพย์-มหาโกง” สอบท้องถิ่น ที่กำลังถูกขยี้ ไปถึงประเด็น“ธุรกิจการเมือง” หรือวงจร “ถอนทุนการเมือง” ของบรรดาซุ้มบ้านใหญ่ ที่อาจลามรัฐบาลอีกระลอก ต่อจากวิกฤติพลังงาน
เป็นที่มาของกระแสข่าว “นายกฯอนุทิน”เตรียมรีเซตกระทรวงมหาดไทยในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งเป็นฤดูกาลโยกย้ายประจำปี โดยปรับย้าย “ข้าราชการระดับสูง” ล็อตใหญ่ เพื่อกู้ภาพลักษณ์ที่เสียไปในคดีโกงสอบให้กลับคืนมา
ต้องจับตา การจัดสรรดุลอำนาจระหว่าง “2 น.” คือ “น.หนู” อนุทิน และ น.เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่สีน้ำเงิน ที่แม้ล่าสุดจะมีการปล่อยซีนสยบรอยร้าว ย้ำความสัมพันธ์พี่น้อง 2 น.แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างต้องจัดทัพสิงห์สีต่างๆในกระทรวงมหาดไทย ถึงที่สุดจะไร้รอยร้าวเหมือนที่พยายามสื่อสารออกมาหรือไม่
ไหนจะ “ซุ้มภาคใต้” ที่อยู่ในการดูแลของ “พ.” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ที่เวลานี้ถูกขยี้หนัก ทั้งประเด็นความเชื่องโยงในคดีโกงสอบและคดีโกงสว. โดยเฉพาะบ้านใหญ่สตูล กระสุนตกไปที่ “โกแพ” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ลูกชายบ้านใหญ่
ที่อาจกลายเป็นช่องให้บางกลุ่มบางซุ้มในพรรคสีน้ำเงินชิงจังหวะนี้เปิดเกมรุกเพื่อทวงคืน “โควตารัฐมนตรี” ท่ามกลางการส่งสัญญาณรีเซตภายในกระทรวงคลอดหลอด ก็เป็นได้
แม้แบ็คอัปของมท.4 ผู้นี้ จะมีทั้ง “ไชยชนก” อุ้มในฐานะสส.กลุ่มลูกเทพ รวมถึง “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับตระกูล “เลียงประสิทธิ์” แต่หากไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มาเป็นตัวช่วย ก็ย่อมเสี่ยงต่อโอกาส“ต่อตั๋ว” เสนาบดีของมท.4 เช่นเดียวกัน
อีกหนึ่งตำแหน่งที่ต้องจับตาคือ กระทรวงการคลัง ท่ามกลางกระแสข่าวเตรียมเปิดโควตา รมช.คลัง เพื่อเกลี่ยงาน “ดร.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ที่เวลานี้เปรียบเสมือน “ยาสามัญ” ที่รับหน้าเสื่อให้รัฐบาลอนุทินจากสารพัดปมร้อน โดยมีชื่อ “ลูกแบด” ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลสำนักงบประมาณ และเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ ที่มีแนวโน้มสูงจะถูกโยกไปนั่งรมช.คลัง
ทว่า โควตานี้มีเสียงเตือน ดร.เอก จาก นายกฯอนุทินว่า อาจเป็น “ดาบสองคม” เพราะเปิดช่องให้บางกลุ่มบางซุ้มชิงจังหวะนี้ แทรกตัวเข้ามาทันที
สถานการณ์รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ แม้ท่าทีผู้นำรัฐบาลจะยืนยันเสียงแข็ง “ยังไม่ถึงเวลา” แต่จากปัจจัยที่รายล้อมรอบด้าน ถึงที่สุดอาจจำเป็นต้องรีเซตทีมบริหารใหม่ และการเมืองภายในยังเป็นไฟต์บังคับ ให้การปรับครม.เกิดขึ้นในเร็ววัน ก็เป็นได้



