วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

จัดสมการ 'เขย่าความมั่นคง' 'ไทย-กัมพูชา' มาคุ 'ไฟใต้' ระอุ  

ปัญหาความมั่นคงของ"รัฐบาลอนุทิน"อาจเกาไม่ถูกที่คัน ดังนั้นต้องกลับมาเขย่าสมการกันใหม่ ผ่าน สมช. ซึ่งมี "นายกฯ" นั่งเป็นประธาน เพื่อประเมินสถานการณ์ทุกมิติ ทั้งชายแดนไทย-กัมพูชาและไฟใต้

KEY POINTS

  • ปัญหาด้านความมั่นคง โดยเฉพาะ ชายแดนไทย-กัมพูชา และ พื้นที่ปลายด้ามขวาน ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ รัฐบาลอนุทิน
  • "ชายแดนไทย-กัมพูชา" ที่ยังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เปราะบาง ทั้งพื้นที่ทางบก-ทางทะเล
  • ฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ยั่วยุตลอดแนวชายแดน การรุกคืบเข้ามาใกล้แนววางกำลังของไทย มีเสียงปืน เสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ
  • ปลายด้ามขวานไทย ก็ระอุไม่แพ้กัน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม บินด่วนไปประเทศมาเลเซีย เดินเกมรุกแก้ปัญหาบุคคลสองสัญชาติ

 

บริหารงานย่างเข้าเดือนที่ 4 แล้วสำหรับ "นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล" แต่ปัญหาด้านความมั่นคง โดยเฉพาะ ชายแดนไทย-กัมพูชา และ พื้นที่ปลายด้ามขวาน ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะนอกจากสถานการณ์ไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย ยังแต่ส่อเค้ายกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น 

รัฐบาลอนุทิน เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  ติดตามสถานการณ์ พร้อมขับเคลื่อนการทำงานทุกหน่วยงานให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อปรับแผน ให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและแผนระยะยาว

เริ่มที่ "ไทย-กัมพูชา" ที่ยังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เปราะบาง ทั้งพื้นที่ทางบก-ทางทะเล  แม้ปัจจุบันการจัดทำเขตแดนจะถูกปลดล็อกจาก MOU44 สามารถเดินหน้าแบ่งเขตแดนทางทะเลได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้การจัดทำเขตแดนทางบกเรียบร้อยเหมือนในอดีต ภายใต้ กฎหมาย UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982)

ทว่าจวบจนปัจจุบัน คณะกรรมาธิการประนอม "ฝ่ายไทย"  ศ.ดร. รือดีเกอร์ โวลฟรุม อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ - ITLOS และนายอัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมนน์ อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานศาล ITLOS

และ“ฝ่ายกัมพูชา” นายปีเตอร์ ทักเซอ-เยนเซน อดีตประธานคณะกรรมาธิการประนอมฯ ติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย และ ศ.ฌ็อง-มาร์ก ตูเวอแน็ง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยทั้ง4คนยังไม่สามารถเลือกผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น"ประธาน" จากจำนวน 6 รายชื่อที่ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาเสนอ ฝ่ายละ 3 คน ภายหลังล่วงเลยเดดไลน์วันที่ 19 ก.ค. 69 ส่งผลให้ทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องลงนามขยายเวลาคัดเลือกต่อไปอีก 1 เดือน 

แม้สูตรสำเร็จคุณสมบัติ "ประธานคณะกรรมาธิการประนอม" คนที่ 5 ต้องมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญกฎหมายทางทะเล และทักษะการทูต แต่ต้องยอมรับว่า ทั้งฝ่าย ไทย-กัมพูชา อยากได้คนที่ฝ่ายตัวเองเลือกนั่งเป็น ประธาน  จึงยังตกลงกันไม่ได้จนต้องยืดเวลาออกไป

ตัดกลับมาพื้นที่ทางบก ทั้งกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่2(ทภ.2) และกองกำลังบูรพา ทภ.1 ยังคงตรึงกำลังตลอดแนวชายแดน แบบไม่มีช่องว่างตามข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะการวางกำลังตามแนววางกำลัง ที่ทั้ง 2 ประเทศได้ลงนามในข้อตกลงกันไว้

แต่ก็ยังพบว่า ฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ยั่วยุตลอดแนวชายแดน การรุกคืบเข้ามาใกล้แนววางกำลังของไทย มีเสียงปืน เสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ ส่วน กองทัพบก ย้ำให้ยึดกฎการใช้กำลัง ตอบสนองสถานการณ์ที่สำคัญ ปกป้องอธิปไตย ความปลอดภัยกำลังพล พร้อมส่งหนังสือประท้วง ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากจำเป็นต้องใช้ในเวทีโลกต่อไป

ที่ผ่านมาจะได้เห็น ความเคลื่อนไหว  3 เสนาธิการเหล่าทัพ "บก-เรือ-อากาศ" บูรณาการรบร่วม หากเกิดสถานการณ์ขึ้นอีกครั้ง กำหนดแผนปฏิบัติ เป้าหมายยุทธบริเวณ เป้าหมายยุทธศาสตร์ อาจล้วงลึกเข้าไปในประเทศกัมพูชา หากกัมพูชาเปิดศึกใช้ขีปนาวุธยิงทะลุชายแดนเข้าเขตเมืองพลเรือนไทย เท่ากับการประกาศสงครามโดยไม่พูด ไม่ใช่การสู้รบจำกัดชายแดน

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ใช้โอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งสัญญาณเตือนไปยังกัมพูชา อย่าแม้แต่จะคิด เพราะกัมพูชานั้นแหละจะเสียหายหนักยิ่งกว่า 

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษก ทอ. ระบุว่า ในอนาคตจุดไหน พื้นที่ใด ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการควบรวมทางทหาร ใช้อาวุธโจมตีฝ่ายไทย  ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน เราขอสงวนสิทธิ์ในการเข้าไปใช้กําลังโจมตีเป้าหมาย 

ปัจจุบัน เราจะเห็นว่ากัมพูชาเตรียมอะไรมากมาย ส่วน กองทัพอากาศ เตรียมอะไร ไว้หลายสิ่งหลายอย่าง โดยไม่มีใครรู้ การขอการสนับสนุนจากรัฐบาล จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ พร้อมจะก่อความเสียหายกับกัมพูชา และกัมพูชาเองต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะมาปะทะกับเราครั้งที่สามหรือไม่ 

"เรามีหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เกิด แต่หากเขายังทําในสิ่งที่ไม่ควรทํา ต้องตอบโต้อย่างเหมาะสม ชีวิตประชาชน เป็นเรื่องที่กองทัพยอมไม่ได้ การใช้กําลังเพื่อระงับยับยั้งสิ่งที่เป็นอันตรายต่อประชาชน คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  และกองทัพจะไม่ลังเลที่จะใช้กําลังอย่างเด็ดขาด ขอเตือนประชาชนกัมพูชา หากทหารกัมพูชาใช้พื้นที่ใดมาโจมตี ขอให้พึงระวัง นั่นคือเป้าหมายของเรา " พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวย้ำ

ขณะที่ปลายด้ามขวานไทย ก็ระอุไม่แพ้กัน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม บินด่วนไปประเทศมาเลเซีย เดินเกมรุกแก้ปัญหาบุคคลสองสัญชาติ เข้ามาก่อเหตุในไทยแล้วหนีไปซุกพื้นที่มาเลเซีย ด้วยการดึง ตม.ไทย-มาเลเซีย ร่วมบูรณาการผ่านเครื่องไบโอเมตริกซ์ ตม. (Biometrics)  ระบบตรวจอัตลักษณ์บุคคล

โดยเฉพาะเคสล่าสุดเหตุการณ์ “คาร์บอมบ์” หน้า สภ.ตันหยง หลังเก่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 และกรณีคนร้ายลอบโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย พลเรือนบาดเจ็บ 5 คน ในวันถัดมา 22 ก.ค.

จนเป็นเหตุให้ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข "ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์" ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ประกาศเลื่อนการพูดคุยกลุ่มผู้เห็นต่าง ตามกำหนดเดิมมีขึ้นเดือน ก.ย.นี้ จนกว่าจะได้คำตอบเหตุรุนแรงดังกล่าวมาจากอะไร 

ในขณะที่ "มาเลเซีย" ก็เกิดสุญญากาศ เพราะมีการเปลี่ยนตัว "ผู้อำนวยความสะดวก" ยังไม่รู้ว่าใครจะมาทำหน้าที่ดังกล่าว

"การเจรจาเริ่มต้นกันมาดีแล้ว แต่อยู่ๆ ก็เกิดเหตุขึ้น และอยู่ๆ ก็มีการออกแถลงการณ์ในระหว่างที่เราส่งฝ่ายเทคนิคเข้าไปพูดคุย มันก็แปลกๆ แล้ว แต่เข้าใจว่า เขายังสับสนว่าจะเอาอย่างไรกับเราดี เพราะเรามาใหม่ และเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงที่ จ.นราธิวาสขึ้น

การเจรจาในเดือน ก.ย.69 คงไม่เกิดขึ้น ผมฝากคำถามไปว่า ให้ตอบมาก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตัดสินใจก่อเหตุทำไม และมันรุนแรงเกินกว่าที่จะรับได้ คุยกันอยู่ดี ๆ แล้วมาก่อเหตุแบบนี้ ผมเข้าใจแหละว่านักรบอาจจะมองว่า เขาต้องการที่จะก่อเหตุตามสัญชาตญาณของเขา แต่ตอนนี้เราคุยกันอยู่ เราเริ่มคุยกันแล้ว เมื่อมาก่อเหตุก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่” นายฐนัตถ์ กล่าว

การแก้ไขปัญหาความมั่นคงของรัฐบาลอาจเกาไม่ถูกที่คัน ดังนั้นต้องกลับมาเขย่าสมการกันใหม่ ผ่าน สมช. ซึ่งมี "นายกฯ" นั่งเป็นประธาน เพื่อประเมินสถานการณ์ทุกมิติให้รอบด้าน อุดช่องโหว่ เตรียมแผนรับมือและแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน