“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ หากศุภชัย มีหลักฐาน ส้ม “ฮั้ว สว.” เป็นอาญาแผ่นดิน ฟ้องดำเนินคดีได้ ภายในอายุความ เผย บัตรลงคะแนนเลือก สว. หลุด ต้องใช้เส้นเงินเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้อง เชื่อ ไม่กระทบการชี้ขาดของ กตต.
จากกรณีที่มีการตอบโต้กันระหว่าง สว.นันทนา นันทวโรภาส กับนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กรณี ฮั้ว สว.ของเครือข่ายสีส้ม ต่อมานายลอย ชุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ได้โพสต์ถึงบัตรลงคะแนนเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยต่อสาธารณะนั้น ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า กรณีที่ สว.นันทนา ยกสุภาษิตไทย กินปูนร้อนท้อง ตอบโต้นายศุภชัย ที่ยกปมฮั้ว สว.สีส้ม เป็นเพียงการตอบโต้ทางการเมืองกันไปมาเท่านั้น การยกสุภาษิตส่อเสียดของ สว.รายนี้ ทำให้แสบๆร้อนๆ แต่เป็นเพียงอารมณ์ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย โดย รัฐธรรมนูญ มาตรา 219 และมาตรฐานจริยธรรม ควบคุมสมาชิกรัฐสภาอยู่ หากนายศุภชัย มีพยานหลักฐาน ควรนำไปกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญาเพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน บุคคลใดพบเห็นความผิด กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนได้ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 2(8) โดยโทษตาม พรป.สว.มีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่เกิดเหตุถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2576
ส่วนคดีร้องคัดค้านผลการเลือก สว. แม้ ความปรากฏแก่ กกต.และกกต.ใช้อำนาจ ตาม พรป.สว.ตามมาตรา 41 ตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวน น่าจะพ้นกำหนดระยะเวลาแล้ว เว้นแต่ บุคคลกลุ่มฮั้ว สว.สีส้ม เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา อาจร้องขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครเลือก สว. ให้ กกต.ไต่สวนได้ ส่วน นางนันทนา เป็น สว.กลุ่ม สว.ประชาชน หรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้ให้ราคาและไม่รู้จัก ส่วนกรณีนายลอย โพสต์บัตรลงคะแนนเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยนั้น ข้อมูลบัตรเลือก สว. เป็นขั้นตอนในการจัดให้มีการเลือก สว.และบันทึภภาพและเสียงไว้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งของการเลือก สว.ปี 2567 และบันทึกทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ เป็นไปตาม พรป.สว.
ส่วนการจัดเก็บรักษาเทปบันทึกเสียง เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. และบุคคลที่ กกต.มอบหมายดูแลรักษาจังหวัดและระดับประเทศ โพยที่เป็นส่วนหนึ่งของการโกงการเลือก สว.เป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐาน ส่วนบัตรเลือก สว.อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ หากประเด็นว่า ผู้สมัครรายใดเลือกผู้ใด ไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะการบันทึกภาพและเสียงเพื่อป้องกันการทุจริตเลือก สว.และไม่มีบุคคลใดยกขึ้นกล่าวอ้างว่า ผู้สมัครฯเลือกเหมือนกันเพราะเหตุใด ทั้งเป็นเรื่องดุลพินิจในใจพิสูจน์ยาก ว่า เหตุใดผู้สมัคร สว.เลือกบุคคลเดียวกันเพราะตัวแปรใด จะสรุปไปว่า ร่วมกันทุจริตเป็นการคาดคะเน เป็นความเชื่อและไร้พยานหลักฐาน จึงต้องใช้เส้นเงินเชื่อมโยง ระหว่าง ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน กับผู้สมัคร สว.กลุ่มพลีชีพและกลุ่มที่ได้เป็น สว.มาเชื่อมโยงกัน
ดังนั้น การที่นายลอย นำข้อมูลบัตรลงคะแนนเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยนั้น จึงไม่มีผลกระทบต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ของ กกต.ในขั้นตอนสุดท้าย พยานหลักฐานในสำนวนของผู้กล่าวหา เป็นโพยสมคบกันให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและหลักฐานการจ่ายเงิน บัตรเลือก สว. โดยผู้สมัคร สว.รอบสุดท้ายระดับประเทศจะเลือกใคร เป็นเพียงผลจากการเลือก เพราะการกระทำร่วมกันฝ่าฝืนการได้มาซึ่ง สว.ตาม พรป.สว.ต้องมีพฤติการณ์แห่งคดีได้เกิดขึ้นก่อนสมัครในระดับอำเภอ เป็นสารตั้งต้น มิใช่ผลบั้นปลาย ในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นข้อสำคัญแห่งคดี การเปิดเผยไม่มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต.
ส่วนบุคคลใด นำข้อมูลการบันทึกภาพและเสียง มาเปิดเผยหลังพ้นกำหนด 2 ปี ที่เป็นเงื่อนไขในการทำลายตามระเบียบ กกต.ต้องไปถาม กกต.ว่า ยังจำเป็นที่ต้องจัดเก็บรักษาไว้ในระหว่างคดีหรือไม่ เพราะไม่ได้พิพาทกันเรื่อง บัตรเลือก สว. แต่เป็นประเด็นข้อกล่าวหาสมคบกันให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ถือคนละส่วนกัน
ส่วนความเห็นของนายลอย ที่ปัจจุบันพำนักในต่างประเทศ เป็นการวิเคราะห์เป็นเพียงความเชื่อส่วนตัวถึงความเป็นไปได้ โดยนายลอยไม่ได้มีส่วนได้เสียและเป็นเครื่องมือให้แก่กลุ่มที่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.องค์กรอิสระเท่านั้น ทั้งข้อมูลที่นายลอย ได้ ไม่มีกลุ่มอื่น นอกจากกลุ่มพลีชีพที่เคลื่อนไหวขู่จะเปิดเผยเอกสารในสำนวนเพื่อให้ กกต.ชี้ขาดตามความเห็นส่วนตัวของตนเท่านั้น



