วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สว.ส้มหนาว! ร้อง กกต.สอบปมจัดประชุมก่อนเลือก สว. ส่อฮั้วหรือไม่

สว.ส้มมีหนาว! 'พี่ศรี' บุก กกต.ร้องสอบปมจัดประชุม ก่อนเลือก สว. เข้าข่าย 'ฮั้ว' หรือไม่ แนะหยิบไต่สวนได้เอง ชี้ต้องใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 41 ในการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีมีการพูดกันว่ามีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.) 300 คน ที่มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่มีการวางแผนจัดคนฝ่ายของตนมาดำเนินการในการเลือก สว.อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การเลือกดังกล่าวอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ และนักการเมืองตอบโต้กันไปมาเกี่ยวกับการฮั้วการเลือก สว.กลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ในการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)แล้วนั้น แต่ปรากฎว่ามีการพูดถึงพฤติการณ์ของการเลือก สว.อีกกลุ่มหนึ่งที่มักเรียกกันว่า สว.สีส้ม ซึ่งก็มีพฤติการณ์ไม่ต่างกับกลุ่ม สว.ชุดแรกที่ กกต. และดีเอสไอกำลังสืบสวนและไต่สวนอยู่ ซึ่งผู้สมัคร สว.กลุ่มนี้ประมาณ 300 คนมีการจัดประชุมและพบปะกันที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานีด้วยเช่นกัน จะถือเป็นการวางแผนฮั้วกันด้วยหรือไม่

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า เหตุดังกล่าวจึงเป็นข้อสงสัยในการกระทำของผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวที่อาจทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เอง แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 มาตรา 41 ซึ่งบัญญัติไว้โดยสรุปว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่… คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน”

นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า การเลือก สว. เป็นการแข่งขันของผู้สมัครแต่ละคนอย่างอิสระ แต่มีบางคนออกมาพูดว่าเป็นเรื่องของ “ภารกิจร่วม” “ทีมเดียวกัน” “ส่งคนของเราเข้าไป” และ “ส่งไม้ต่อ” อย่างเปิดเผย ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การจัดตั้ง” หรือ “การทำงานเป็นทีม” แล้วเหตุใด เมื่ออีกฝ่ายถูกกล่าวหาในลักษณะคล้ายกันจึงถูกเรียกว่า “ฮั้ว” ซึ่งเรื่องนี้จะผิดหรือไม่ผิด เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใครจะตัดสินกันเอง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามคือ ทำไมพฤติกรรมที่ดูคล้ายกัน พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ถึงเรียกว่า “ทำงานร่วมกัน” หรือ “จัดตั้ง” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับรีบใช้คำว่า “ฮั้ว” เพราะถ้าจะใช้มาตรฐาน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย อย่าให้คำว่า “ฮั้ว” กลายเป็นแค่คำด่าทางการเมืองที่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น

"ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นการเลือกปฏิบัติ กกต. ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 จะต้องทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม จำต้องดำเนินการสืบสวนและไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติตามกฎหมายโดยพลัน โดยตนได้ทำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นมามอบให้ กกต.ได้ตั้งเรื่องเพื่อนำไปสู่การสืบสวนและไต่สวนตามครรลองของกฎหมายต่อไป" นายศรีสุวรรณ กล่าว