วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ปริศนา ศธ. ย้ายฟ้าผ่า 'ผอ.สพท.' 40 เขต 3 เก้าอี้ว่าง แต่เขย่าทั้งกระดาน

   หากมองเพียงตัวอักษรในคำสั่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ 2152/2569 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เรื่องย้าย และแต่งตั้ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) จำนวน 40 ราย ทุกอย่างอาจดูเป็นเพียงการบริหารงานบุคคลตามอำนาจหน้าที่

แต่เมื่อย้อนดูบริบททั้งหมด กลับพบว่าคำสั่งฉบับเดียวได้จุดชนวนคำถามไปทั่ววงการศึกษา เพราะต้นเหตุของการโยกย้ายมีตำแหน่งว่างเพียง 3 ตำแหน่ง แต่กลับขยับตัวผู้บริหารพร้อมกันถึง 40 เขตทั่วประเทศ ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียงประมาณสองเดือนก็จะเข้าสู่ฤดูกาลโยกย้ายประจำปีในเดือนตุลาคม

นี่คือเหตุผลที่ทำให้คำว่า “ย้ายเพื่อความเหมาะสม” ถูกตั้งคำถามมากกว่าครั้งใด

ข้อเท็จจริงคือ คำสั่งดังกล่าวผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดย พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งใช้รูปแบบ “วาระลับ”

   แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเสนอเรื่องเป็นวาระลับและการย้ายครั้งนี้มีลักษณะผิดปกติ แต่พิเชฐยืนยันว่า การเสนอโยกย้ายผู้บริหารเป็นวาระลับ ถือเป็นแนวปฏิบัติปกติ เพื่อให้ ก.ค.ศ. พิจารณาอย่างเป็นอิสระ

   พร้อมย้ำว่า การย้ายครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ในการบริหารราชการ อีกทั้งจำนวนผู้ถูกย้ายก็ไม่ได้แตกต่างจากบางรอบที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวว่ามีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง

   ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ก็ระบุว่า ยังไม่ได้รับคำร้องคัดค้านอย่างเป็นทางการจากผู้ถูกย้าย พร้อมอธิบายว่า การโยกย้ายสามารถดำเนินการได้ ทั้งกรณีผู้บริหารแสดงความประสงค์ และกรณีย้ายเพื่อประโยชน์ของราชการ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในอำนาจของ สพฐ.

   อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าวยังไม่สามารถคลายข้อกังวลของผู้ได้รับผลกระทบได้

   เพราะในอดีตก็เคยมีประเด็นร่ำลือ เรื่องการจ้างให้ ผอ.สพท. ลาออก เพื่อให้มีการขยับตำแหน่งในบัญชี สำรองขึ้นไปแทน แต่ รมต.ฝ่ายการเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ใช้วิธีดัดหลัง โดยไม่ให้มีผลทันที แต่ให้ไปมีผลหลังวันที่ 30 ก.ย. ทำให้คนว่าจ้างต้องไปสอบใหม่

   ครั้งนี้ ผอ.สพท.หลายรายยืนยันตรงกันว่า สิ่งที่ผิดปกติไม่ใช่อำนาจในการโยกย้าย แต่คือ “กระบวนการ”

   ตามธรรมเนียมที่ผ่านมา การโยกย้ายต้องเปิดให้ผู้บริหารแจ้งความประสงค์ เลือกพื้นที่ที่ต้องการย้าย พร้อมแนบประวัติ ผลงาน และข้อมูลประกอบการประเมิน เพื่อให้มีการเปรียบเทียบคุณสมบัติและประสบการณ์ตามหลักเกณฑ์ของ ก.ค.ศ.

   แต่การโยกย้ายครั้งนี้ ผู้ถูกย้ายหลายคนระบุว่า ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้ง ไม่เคยแสดงความประสงค์ ไม่เคยส่งผลงาน และไม่เคยผ่านกระบวนการประเมินใด ๆ ก่อนจะได้รับโทรศัพท์แจ้งคำสั่งในช่วงกลางดึก และมีผลในวันถัดมา

   คำอธิบายที่ว่า “เพื่อความเหมาะสม” จึงกลายเป็นคำที่ถูกตั้งคำถาม เพราะไม่มีการอธิบายว่าความเหมาะสมดังกล่าววัดจากหลักเกณฑ์ใด และมีเหตุผลเชิงประจักษ์อย่างไร

  ยิ่งเมื่อพิจารณาผลกระทบในทางปฏิบัติ ความกังวลยิ่งขยายวง

   ผู้บริหารหลายคนกำลังดำเนินโครงการสำคัญในพื้นที่เดิม การโยกย้ายกะทันหันทำให้การอนุมัติโครงการ การติดตามงาน และการขับเคลื่อนนโยบายอาจสะดุด หากผู้บริหารคนใหม่มีแนวทางบริหารแตกต่างกัน

ที่สำคัญ ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนเป็นห้วงเวลาสำคัญของการประเมินผลการปฏิบัติงาน การเลื่อนเงินเดือนครูและบุคลากร รวมถึงการพิจารณาโยกย้ายผู้บริหารในพื้นที่ หาก ผอ.สพท. คนใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งโดยไม่มีข้อมูลเชิงลึกของบุคลากรในพื้นที่ ก็อาจกระทบต่อคุณภาพ และความเป็นธรรมของการประเมินทั้งระบบ

   อีกประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อม คือ ผลกระทบต่อเส้นทางความก้าวหน้าของผู้บริหารเอง

   หลายคนเพิ่งดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน บางคนเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีก่อนเกษียณและเพิ่งได้กลับมารับราชการใกล้ภูมิลำเนา แต่กลับถูกย้ายไปต่างจังหวัดอีกครั้ง บางรายมีภาระดูแลบิดามารดาสูงอายุ บางรายต้องรักษาโรคประจำตัวกับแพทย์เฉพาะทางในจังหวัดเดิม การโยกย้ายกะทันหันจึงไม่ได้กระทบเฉพาะหน้าที่ราชการ แต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

   ทั้งหมดนี้ทำให้ข้อเรียกร้องจากผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มุ่งปฏิเสธการโยกย้าย หากแต่เสนอให้ทบทวนคำสั่งชั่วคราว คืนผู้บริหารกลับไปปฏิบัติหน้าที่เดิม แล้วตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองใหม่ ก่อนเปิดกระบวนการโยกย้ายตามหลักเกณฑ์ปกติในเดือนกันยายน เพื่อให้ทุกคนได้ยื่นความประสงค์ แข่งขันกันด้วยผลงานและคุณสมบัติอย่างเป็นธรรม

   สาระสำคัญของข้อเรียกร้องจึงไม่ใช่ “ขออยู่ที่เดิม” แต่คือ “ขอให้ใช้กติกาเดียวกับทุกคน”

เมื่อคำสั่งย้ายเกิดขึ้นก่อนฤดูโยกย้ายประจำปี ทั้งที่มีตำแหน่งว่างจริงเพียง 3 ตำแหน่ง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถามว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนทางราชการเพียงใด หรือกำลังมีการจัดวางกำลังคนเพื่อรองรับการแต่งตั้งครั้งใหญ่หลังวันที่ 30 กันยายน

   จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการโยกย้ายครั้งนี้เกิดจากการแทรกแซงทางการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ตามที่มีการกล่าวอ้างในบางวงการ แต่ในทางการเมือง “ความโปร่งใสของกระบวนการ” มีความสำคัญไม่แพ้ “อำนาจตามกฎหมาย”

   เพราะเมื่อคำสั่งที่กระทบผู้บริหารถึง 40 เขต ไม่สามารถอธิบายเหตุผลและหลักเกณฑ์ให้ผู้ได้รับผลกระทบและสังคมคลายข้อสงสัยได้ ความไม่ไว้วางใจย่อมเข้ามาแทนที่

     เพราะหากคำถามเรื่อง “3 ตำแหน่งว่าง แต่ย้าย 40 คน” ยังไร้คำอธิบายที่สังคมยอมรับได้ เรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงประเด็นการบริหารบุคคล แต่จะกลายเป็นโจทย์ทางการเมืองที่ต้องตอบสาธารณชน 

   หากมองเหตุการณ์นี้แบบแยกส่วน การย้าย ผอ.สพท. 40 ราย อาจเป็นเพียงคำสั่งบริหารบุคคลตามอำนาจของผู้บังคับบัญชา แต่หากนำมาต่อภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ ที่เพิ่งผ่านมา กลับชวนให้ตั้งคำถามมากกว่าเดิม

   ก่อนหน้านี้ การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง “ซี 10” ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงการปัดฝุ่นตำแหน่ง “ศึกษาธิการภาค” หรือ ศธภ. ที่ รมต.ประเสริฐ จันทรรวงทอง เร่งแต่งตั้งอย่างต่อเนื่องให้ครบทั้ง 12 อัตรา

   ท่ามกลางคำถาม “เหตุใดต้องรีบเติมให้ครบ” เหตุใดตำแหน่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตั้งคำถามว่า “จำเป็นหรือไม่” วันนี้จึงกลายเป็นตำแหน่งที่ “จำเป็นต้องมีให้ครบ”

   โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส หลักเกณฑ์การคัดเลือก และความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตาระบบคุณธรรมในการบริหารบุคคล 

   เมื่อข้อถกเถียงเดิมยังไม่จางหาย ก็เกิดคำสั่งโยกย้าย ผอ.สพท. พร้อมกันถึง 40 เขต ทั้งที่มีตำแหน่งว่างจริงเพียง 3 ตำแหน่ง และเกิดขึ้นก่อนฤดูกาลโยกย้ายประจำปีเพียงไม่นาน

   สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน

   แม้ผู้บริหารกระทรวงจะยืนยันว่า ทุกอย่างดำเนินการตามกฎหมาย และไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่ในทางการเมืองนั้น “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้เกิดจากคำชี้แจงเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากกระบวนการที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และอธิบายเหตุผลได้อย่างมีน้ำหนัก

   ในทางการเมือง การบริหารบุคคลไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่ใช่เพียงผู้บริหารราชการระดับจังหวัด หากแต่เป็นผู้กำกับดูแลงบประมาณ บุคลากร และโรงเรียนจำนวนมากในแต่ละพื้นที่ การเปลี่ยนตัวพร้อมกันหลาย 10 เขต ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนดุลอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงทั้งระบบ

  ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คำสั่งย้ายครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการบริหารงานบุคคล หากแต่อาจเป็นการ “จัดกระดาน” เพื่อรองรับการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งใหญ่หลังวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงสิ้นปีงบประมาณและการเกษียณอายุราชการของผู้บริหารหลายตำแหน่ง

  แม้ข้อสังเกตดังกล่าว ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน และไม่ควรถูกสรุปว่าเป็นข้อเท็จจริง แต่ก็เป็นคำถามที่ผู้บริหารกระทรวงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากต้องการรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบคุณธรรมของการบริหารราชการ

  ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ว่า คำสั่งย้ายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะอำนาจในการโยกย้ายมีอยู่แล้ว หากแต่อยู่ที่ว่า การใช้อำนาจนั้นสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงใด

  เพราะในยุคที่สังคมจับตาความโปร่งใส การใช้อำนาจที่ถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย อาจยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถทำให้ผู้คนเชื่อได้ว่า กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปโดยปราศจากแรงกดดันทางการเมืองและผลประโยชน์แอบแฝง