วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

งานยาก ‘สีส้ม’ ล้ม ‘ก๊วนน้ำเงิน’ เดินลึก เกมลับ ‘ฮั้ว สว.’

สิ่งที่ “พรรคประชาชน” โดยคณะของ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรค ที่ตีแผ่ฉากทัศน์ของปฏิบัติการ “โกงเลือก สว.” คือความพยายามรุกคดีนี้ ไม่ให้เงียบหายไปจากกระแสสังคม ท่ามกลางกระบวนการที่ กกต.ขยายเวลา ในการพิจารณาว่าจะส่งสำนวนสั่งฟ้อง 138 สว. และเครือข่ายนักการเมืองที่เกี่ยวข้องในพรรคภูมิใจไทย ต่อศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อใด 

ความพยายามในการนำ “พยานในคดี” ที่มีส่วนร่วม หรือรู้เห็นกระบวนการ จัดตั้ง-จัดจ้าง ผู้สมัคร สว. รวมถึง ตีเบอร์-ล็อกโพย จนได้ “สว.สีน้ำเงิน” เข้าสภาสูง เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ คือสิ่งที่ทำให้สังคมมีความสงสัยในพฤติกรรมของ “นักการเมือง” ที่ถูกอ้างชื่อ ว่า เข้าไปมีส่วนร่วม เล่นบทผู้กำกับ “การเลือก สว.” ทั้งที่กฎหมายห้าม หรือไม่

แม้ว่าในบางประเด็นจะมีข้อยุติในทางคดีไปแล้ว เช่น กรณีของ “สุขสมรวย วันทนียกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่ชนะคดี ที่ฟ้องหมิ่นประมาท “ทิพย์เพ็ญพักตร์ เฉลิมศรี” ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายพัฒนาอำนาจเจริญ ที่กล่าวหาเธอว่าเป็นแกนนำจัดตั้งการเลือกสว. และมีการจัดเลี้ยง ก่อนการเลือก สว. ขณะเดียวกันในทางคดีเลือกตั้ง “กกต.อำนาจเจริญ” ยกคำร้อง

งานยาก ‘สีส้ม’ ล้ม ‘ก๊วนน้ำเงิน’ เดินลึก เกมลับ ‘ฮั้ว สว.’

ทว่า ในรายละเอียดยังมีข้อกังขาว่า ผลการตรวจสอบ โดยเฉพาะในส่วนของหน่วยงานองค์กรอิสระนั้น เชื่อถือได้แค่ไหน เช่น กรณี ที่ กกต. อำนาจเจริญ ยกคำร้องที่มีผู้ร้องว่า “สุขสมรวย” เป็นตัวการ โกงฮั้ว สว. เพราะมีการจัดตั้ง วางตัวให้ “คนใกล้ชิดและทีมงาน” เข้าไปเป็น สว. แต่กกต.แถลงว่า ไปสอบที่ จ.อำนาจเจริญแล้ว ไม่พบการทุจริตการฮั้ว โดยไม่เชิญบุคคลที่ยื่นคำร้อง หรือเรียก “สุขสมรวย” ไปตรวจสอบ เป็นต้น

ทำให้ในกรณีที่นักการเมือง ถูกอ้างชื่อว่าเข้าไปมีส่วนร่วมขบวนการโกงเลือก สว. ออกมาชี้แจง ยิ่งถูก “สังคม” เคลือบแคลง และตั้งคำถามต่อไปถึง “หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ” ว่า ทำอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

กับประเด็นที่ “พรรคฝ่ายค้าน” ตั้งใจเปิดประเด็น และเปิดหน้าชน “พรรคสีน้ำเงิน” โดยใช้ “สังคม” จับตาการทำงาน เท่ากับต้องการใช้ “พลังทางสังคม” เป็นแรงเสียดทานกดดันให้ “กกต.” วินิจฉัยคดีโกง สว. โดยเอาคนผิดขึ้นสู่ศาลให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

งานยาก ‘สีส้ม’ ล้ม ‘ก๊วนน้ำเงิน’ เดินลึก เกมลับ ‘ฮั้ว สว.’

เพราะหากนิ่งเฉย เรื่องอาจจบลงแบบที่ เอาผิดใครไม่ได้ เนื่องจากมีข้อมูลที่ “พรรคประชาชน” ได้จากการพิจารณาศึกษา ชั้นอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา “กระบวนการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2569 และการเลือก สว. พ.ศ.2567” ที่มี “พนิดา มงคลสวัสดิ์” สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เป็นผู้นำทัพ พบว่า แค่การเปิดโปงข้อมูลเป็นรายกรณีๆ อาจถูกตัดตอนได้

งานยาก ‘สีส้ม’ ล้ม ‘ก๊วนน้ำเงิน’ เดินลึก เกมลับ ‘ฮั้ว สว.’

จากการทำงานของ อนุกมธ. ตั้งแต่เดือน พ.ค.2569 จนถึงปัจจุบัน ประชุมไปแล้ว 8 ครั้ง โดยศึกษาเรื่องการเลือก สว. ปัญหาของกระบวนการเลือก สว. แล้ว 5 ครั้ง เชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กกต. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นักวิชาการ สว.สำรอง อดีตผู้สมัคร สว. เข้ามาให้ข้อมูล โดยรายละเอียดเบื้องต้นของวงประชุม มีประเด็นที่กลายเป็นข้อกังวลใจว่า คดีจะไปไม่ถึงศาล

ในชั้น “อนุ กมธ.ฯ” ตัวแทนของดีเอสไอ “อำนวยชัย โฆษิตพานิชยกุล” ให้ข้อมูลไว้ในการประชุม ครั้งที่ 4 เมื่อ 25 มิ.ย.2569 ตอบคำถามในประเด็นของกระบวนการทำงาน ที่เข้าใจได้ถึงการโยงเข้ากับการตรวจสอบ “ขบวนการจัดจ้าง-ประชุมทำโพย-ตีเบอร์-เส้นเงิน” ที่นำไปเป็นหลักฐานอันพึงเชื่อได้ โดยระบุตอนหนึ่งว่า

 “แม้พยานหลักฐานทางเทคโนโลยี หรือพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จะมีความน่าเชื่อถือ และมีความแม่นยำในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี จำเป็นต้องพิจารณาและประเมินน้ำหนักร่วมกับพยานหลักฐานประเภทอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พยานมีหลักฐานมีความครบถ้วนสมบูรณ์ และเพียงพอต่อการรับฟังและวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ขณะที่ “เส้นทางการเงิน” นั้น "การนำไปสู่หลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่า ต้องมีการตรวจสอบ วิเคราะห์บัญชีธุรกรรมบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งได้จากสถาบันการเงินแต่ละรายการอย่างละเอียด เพื่อจำแนกธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาออกจากธุรกรรมปกติ”

ส่วนประเด็นการวิเคราะห์คะแนนเลือกสว.ระดับประเทศ ที่มีรูปแบบลงคะแนนสอดคล้องกัน และถูกสันนิษฐานว่า อาจมีขบวนการจัดตั้ง บทสรุปไม่หยุดอยู่ที่โพย แต่อยู่ที่การนำโพยไปใช้ลักษณะชี้นำคะแนนหรือไม่ เพราะโพยเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพยานหลักฐาน ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานอื่นด้วย

แม้ก่อนหน้านี้ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” นักวิชาการ จากจุฬาฯ จะอธิบายความของ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.” ที่กำหนดให้ “กกต.” เป็นผู้ควบคุม ตรวจสอบคดีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกฎหมายกำหนดคำสำคัญต่อคดีที่จะส่งศาลฎีกาว่า “หลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่า” ไม่ใช่ “พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย” เพื่อเร่ง กกต.ส่งเรื่องไปยังศาลโดยไม่ตัดตอนใครออกจากคดี

ทว่าจากอำนาจเต็ม ที่ “กกต.” มีตามกฎหมาย ที่สุดแล้ว จึงเป็นความเสี่ยงที่จะถูกตัดตอน หากไร้หลักฐานที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นระบบที่เข้าองค์ประกอบความผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ก๊วนน้ำเงิน” เรียนผูก-เรียนแก้ แถมวางหมากลึก มีตัวละครลับ ปูทางเพื่อ “รอด” เอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว