กลยุทธ์ทางการเมืองของพรรคประชาชนตอนนี้ ไม่มีอะไรต้องเหนียม เดินหน้าเต็มสูบขยายแผลคนของภูมิใจไทย ว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันคดีโกง สว. อย่างไร โดยผนึกกำลังกับบรรดาพยานปากเอกที่เคยให้การไว้กับ กกต. และ ดีเอสไอ งานนี้เรียกว่า เปิดหน้าชนแบบไม่มีอะไรต้องเสีย
ล่าสุดถึงคิวของบ้านใหญ่สตูล “ตระกูลเลียงประสิทธิ์” โดยพยานในคดีโกง สว. อ้างว่า “โกเกียรติ” เป็นตัวตั้งตัวตี บรรยายและเตรียมแผนการให้ผู้สมัคร สว.จาก 3 จังหวัด อันดามัน พังงา กระบี่ ภูเก็ต พร้อมกับอ้างคำพูดด้วยว่า ถ้าทำสำเร็จลูกชายจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล
แถมพยานยังอ้างคำพูดโกคนดังแห่งเมืองสตูล อีกว่า ตัวเองเป็นผู้คิดสูตรเลือก สว. ก่อนนำไปเสนอต่อผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคบางพรรค จนได้ข้อสรุปเอาตามนี้ ถ้าจริงทุกประการตามนั้น เคสอื่นๆในหลายจังหวัดก็น่าสนใจว่า จะเป็นไปในรูปแบบคล้ายกันหมด
คำถามที่ตามมาคือ ตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ของ “โกแพ” วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นการปูนบำเหน็จความดีความชอบจากความสำเร็จในการวางตัวคนของตัวเองเป็น สว. ใช่หรือไม่
นับตั้งแต่ภูมิใจไทย โดนกระหน่ำอย่างหนักเรื่องนี้ เกมแก้เกี้ยวเบี่ยงประเด็นย้อนศรพรรคส้ม และขบวนการเปิดแผลโกง สว.ของฝ่ายสีน้ำเงินคือ พยายามชี้ให้สังคมเห็นว่า เครือข่ายพรรคส้มก็มีพฤติกรรมที่วางตัวคนในสายตัวเองเป็น สว. ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็โดนสวนทันทีว่า เป็นการแนะนำผู้สมัครตามปกติ ไม่มีการจ่ายเงินเหมือนกรณีที่เป็นคดีในปัจจุบัน
ความอุกอาจในพฤติกรรมโกง สว. จึงน่าจะตามหลอกหลอนคนของภูมิใจไทย ไปอีกนาน ดีเดย์ของ กกต.เตรียมเคาะคดี ส.ค.นี้ แม้มีการคาดการณ์ว่าเป็นไปได้ที่จะตีตกไม่ส่งชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เนวิน ชิดชอบ รวมถึงบรรดารัฐมนตรี สส. และผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองจากภูมิใจไทย ต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อชี้ขาดความผิด
ถึงอย่างนั้น ก็ยังวางใจอะไรไม่ได้ เนื่องจากมีอีกเส้นทางที่น่าหวาดเสียวไม่แพ้กันคือ การเข้าชื่อของฝ่ายค้าน เสนอต่อประธานสภาฯ เพื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะตัวของ “อนุทิน” ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ภูมิใจไทย ตามรูปเกมน่าจะโดนซักฟอกอย่างหนัก จากพิษโกง สว.
ไม่ว่าฝ่ายค้านจะตั้งข้อกล่าวหาตามพฤติกรรมอย่างไร หรือข้อกล่าวหาขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือมีเหตุให้พ้นตำแหน่ง หรือพรรคภูมิใจไทยถูกยุบ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น หากศาลฯ ได้เห็นข้อมูลข้อเท็จจริง พยานหลักฐานต่างๆ ที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดแล้ว ก็สุ่มเสี่ยงไม่มากก็น้อย ว่าจะถูกมองว่าเข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองหรือไม่
ถ้าสถานการณ์ลากภูมิใจไทย ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญจริง ความระส่ำจะตามมาทันที ถ้าจำกันได้ กรณี"ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ต้องพ้นตำแหน่งรมว.คมนาคม จากพฤติกรรมซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ จุดเริ่มต้นก็มาจากการถูกฝ่ายค้าน หรือพรรคก้าวไกลในขณะนั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนจะเข้าชื่อเสนอประธานสภาฯ ส่งเรื่องต่อไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคดีโกง สว. ก็อาจจะเดินตามแนวที่ฝ่ายค้านเคยใช้มาแล้ว
แรงกระเพื่อมจากคดีโกง สว. จึงเลี่ยงไม่ได้ที่พรรคเพื่อไทย พรรคอันดับ 2 ของรัฐบาล จะต้องแบกรับด้วยเช่นเดียวกัน หากมีการซักฟอกกันในสภาฯ ย่อมมีคำถามวัดใจว่า สส.เพื่อไทย จะลงมติไว้วางใจอนุทิน และรัฐมนตรีภูมิใจไทยหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ สารตั้งต้นเกิดในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร คนในเพื่อไทย รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ดีกว่าใคร
เพื่อไทยจึงเป็นตัวแปรทางการเมือง และมีส่วนกำหนดอนาคตทางการเมืองของภูมิใจไทย ไม่ว่าจะอุ้มชูน้ำเงินไปต่อ ก็มีเหตุผลทางการเมือง เพื่อสะสมพลังเอาไว้สำหรับเลือกตั้งรอบหน้า เพราะตอนนี้เพิ่งร่วมเสวยอำนาจกันมาแค่ไม่กี่เดือน ยังมีโจทย์ทางการเมืองให้ต้องจัดการ
หรือหากเพื่อไทย จะสลัดภูมิใจไทย ในจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ก็มีเหตุผลอธิบายกับสังคมได้ หากคดีโกง สว. สร้างความบอบช้ำจนไม่เหลือชิ้นดี จะถือเป็นโอกาสถอนแค้นก็คงว่าได้ไม่ผิด
ท่าทีของหัวหมู่อย่างอนุทิน ออกอาการอยู่ไม่น้อย นอกจากยืนยันว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง แต่ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ไม่เคยการันตีว่าลูกพรรคภูมิใจไทย มีใครเกี่ยวข้องหรือแตกแถวหรือไม่ ไม่เคยเห็นภูมิใจไทย ตั้งสอบคนที่อยู่ข่าย หรือคนที่เคยโดนดีเอสไอสั่งฟ้องโกง สว. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และฟอกเงิน แต่กลับออกลูกหัวเสีย บ่นรำคาญบ้าง สมเพชบ้าง กับฝ่ายตรงข้ามที่กำลังตามจัดหนักภูมิใจไทย
ดาบโกง สว. จึงมีอีกหลายขยักให้ภูมิใจไทยต้องตามแก้ การจะบอกแค่ไม่เกี่ยว อาจจะไม่พอ เมื่อฝ่ายตรงข้ามพร้อมพลีชีพ มาไกลเกินกว่ากลัวโดนฟ้อง แต่เป้าหมายคือเอาให้ตายทางการเมืองกันไปข้าง


