คงไม่ใช่เพียงภารกิจไล่ล่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” ในเหตุการณ์ “คาร์บอมบ์” หน้า สภ.ตันหยง หลังเก่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 และกรณีคนร้ายลอบโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย พลเรือนบาดเจ็บ 5 คน ในวันถัดมา 22 ก.ค.
ทว่า 2 สถานการณ์นี้ ส่งผลให้ “นราธิวาส” อยู่ภายใต้“กฎอัยการศึก” ตามคำสั่ง “หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส” ลงนามโดย พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร
1. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติงานรับผิดชอบในพื้นที่ จ.นราธิวาส ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 ในการตั้งจุดตรวจค้น ในเส้นทางสาธารณะ ตรวจค้นยานพาหนะต้องสงสัยมีอำนาจในการค้นเคหสถาน ที่เชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบ และมีอำนาจจับกุม และกักตัวผู้มีพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ
2. ในการใช้อำนาจ ตรวจค้น จับกุม ตามข้อ 1 นั้น ให้ดำเนินการตามแนวทาง คำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 59/50 ลง 7 มี.ค.2550 เรื่อง กฎการใช้กำลังของกองทัพไทย อนุผนวก 2 กฎการใช้กำลังเฉพาะการปฏิบัติการทางบกในการรักษาความมั่นคงภายใน ประกอบ ผนวก ข กฎการใช้กำลังเฉพาะในการใช้กำลังทางบก โดยสามารถใช้อาวุธเมื่อพบผู้ก่อเหตุความรุนแรง ที่มีพฤติการณ์จะก่อภยันตรายต่อกำลังพลฝ่ายทหารได้ทันที ภายใต้หลักการความจำเป็น และความได้สัดส่วน
3. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติงานรับผิดชอบในพื้นที่ จ.นราธิวาส ดำเนินการทางยุทธการ การรักษาความสงบเรียบร้อย และด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยการใช้อำนาจในการตรวจค้น ตามมาตรา 9 การห้ามตามมาตรา 11 การจับกุม และกักตัว ตามมาตรา 15 ทวิ ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 และใช้อำนาจอื่นๆ ตาม มาตรา 8 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 ตามความเหมาะสมแห่งสถานการณ์ เพื่อการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุความรุนแรง ให้เกิดความสงบเรียบร้อย และรักษาความสงบในพื้นที่
4. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่
5. การมีผลบังคับใช้ตามคำสั่งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป (22 ก.ค.2569) จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
จังหวัดนราธิวาส ที่มีอาณาเขตติดต่อทางบก-ทางน้ำ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย การยกระดับมาตรการ ตรวจค้น จับกุม หวังสกัดการหลบหนีผู้ก่อเหตุ และใช้ทหารใช้อาวุธได้ตามสัดส่วน ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ทางบกเท่านั้น
ยังต้องบูรณาการ “กองทัพเรือ” ลาดตระเวนตรวจเส้นทางทะเล เฝ้าระวังพื้นที่สำคัญ เช่น ท่าเรือ ที่ตั้งหน่วย แหล่งชุมชน ดูแลความปลอดภัยในทุกมิติ เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจ ประสานการปฏิบัติกับทุกหน่วยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยของประชาชน กำลังพล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงสนับสนุนการติดตามผู้กระทำความผิด และการป้องกันเหตุความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพ
ทำให้พื้นที่ จ.นราธิวาส ทวีความตึงเครียด วัดได้จากการลงพื้นที่ค้างคืน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.)ของ “พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์” ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะ ลากยาวตั้งแต่วันที่ 24-26 ก.ค.2569 เพราะเป็นช่วงรอยต่อของสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ต้อง“ตื่นตัว” ห้ามใส่เกียร์ว่าง เกียร์ถอย ส่วนการข่าวต้องแม่น ขวัญกำลังใจต้องไม่เสีย เพราะนอกจากจะตรงกับวันหยุดยาวสัปดาห์นี้ ยังครบรอบวันสัญลักษณ์ วันรำลึกวันชาติ “รัฐปาตานี” 1 ส.ค.
การเตรียมการสะสมอาวุธ และยานพาหนะ ให้กับกองกำลังพร้อมใช้ปฏิบัติการทุกเมื่อ มุ่งหวังผลลัพธ์ของการก่อเหตุเพื่อตอกย้ำว่า “ขบวนการบีอาร์เอ็น”ไม่ได้หายไปไหน หวังกดดันให้รัฐไทยยอมรับการมีอยู่
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในระหว่างที่รัฐไทย ทุ่มงบประมาณมหาศาล ระดมสรรพกำลัง กระทรวง ทบวง กรม รวม 55 หน่วยงาน ควบคู่การปรับยุทธวิธี “ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง” แต่เหตุการณ์ยังมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลำดับ
เพราะฝ่ายขบวนการ ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพิ่มประสิทธิภาพการก่อเหตุ หนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยสภาพปัญหาที่ซับซ้อนหมักหมมยาวนาน ทั้งผลประโยชน์ ผู้มีอิทธิพล ธุรกิจสีดำ สีเทา ในพื้นที่ กลายเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนก่อเหตุ ไม่ได้รับการสะสางเป็นรูปธรรม
ด้าน “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ เตรียมประชุมคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลเร็วๆ นี้ เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการประสานกับประเทศมาเลเซีย ไม่ให้กลุ่มก่อเหตุใช้พื้นที่พักพิง รวมถึงการแก้ปัญหาบุคคลสองสัญชาติ
ส่วน "วันมูหะหมัดนอร์ มะทา" ประธานที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยอมรับว่า สิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น ยาเสพติด สินค้าเถื่อน ผลประโยชน์เหล่านี้อาจมีส่วน ที่ไม่อยากให้เหตุการณ์ยุติก็ได้ และอาจเป็นเงินทุนเชื่อมโยงการก่อเหตุ จึงต้องดำเนินการควบคู่กันไป“ตรวจสอบทุกฝ่าย เพราะจังหวัดที่เกิดเหตุรุนแรง เป็นจังหวัดที่มียาเสพติดแพร่หลาย และมีสถิติการจับกุมได้จำนวนไม่น้อย และประเทศที่ติดชายแดนของเราก็เพ่งเล็งอยู่ รวมถึงการค้าน้ำมันเถื่อนที่ต้องดำเนินการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมาย ที่ถือเป็นผลร้ายกับประชาชนโดยไม่หยุดยั้ง ไม่อยากให้ละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะสิ่งผิดกฎหมาย รัฐบาลก็ต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายให้ได้ ซึ่งอาจเชื่อมโยงและต่อเนื่องกันก็ได้” วันนอร์ ระบุ
การแก้ปัญหา 3 จชต.เกี่ยวข้องกับพลังอำนาจ 8 ด้าน การเมือง การเมืองระหว่างประเทศ การทหาร เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลังงาน ที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน จึงทำได้เพียง “ลูบหน้าปะจมูก” ประคับประคองสถานการณ์ ดังนั้นเป้าหมายที่จะดับไฟใต้ให้ได้ปี 2570 จึงเลือนลางเต็มที


