ในการประชุมหน่วยขึ้นตรง "กองทัพบก" ครั้งล่าสุด โดยมี "พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์" ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เป็นประธาน ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยที่มีผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการมี ยอดทหารกองประจำการสมัครใจเลื่อนปลด ประจำปี 2569 จำนวน 6,998 นาย
มี 3 หน่วย อยู่ในระดับระดับดีเลิศ ประกอบด้วย กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 5 กองพันทหารม้าที่ 6 ในพระองค์สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และกองพันทหารช่างที่ 6 รวมทั้งได้มอบเงินสวัสดิการช่วยเหลือบุตรที่มีความต้องการพิเศษของกำลังพลในสังกัดกองทัพบก รวม 626 ทุน
พล.อ.พนา กล่าวชื่นชมหน่วยที่ได้รับรางวัล ที่ดูแลความเป็นอยู่ และสร้างแรงจูงใจให้กับทหารกองประจำการ จนเป็นผลเชิงประจักษ์ให้มีการสมัครใจรับราชการต่อกับกองทัพบกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเรื่องเงินสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือบุตรที่มีความต้องการพิเศษ ขอให้หน่วยนำไปมอบให้กำลังพลได้ใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ต่อไป
สะท้อนให้เห็นว่า กองทัพบก พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้การบังคับ "เกณฑ์ทหาร" เป็นสมัครใจ 100% ซึ่งไม่เพียงแต่สนองนโยบายรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังลดแรงเสียดทานจากฝ่ายการเมืองและบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป
กว่า 6 ปี ทบ. อัดโปรโมชั่นจูงใจชายไทยสมัครใจเข้าเป็นทหาร แต่สถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มเดินไปสู่การเลิกเกณฑ์แบบ 100% ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ สิทธิสวัสดิการที่ยังไม่โดนใจเท่าที่ควร
แม้ตามกฎหมายจะกำหนดให้ชายไทยทุกคนต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร เมื่ออายุครบ 21 ปี แต่ยังเปิดช่องให้ชายไทยมีทางเลือกหากไม่ต้องการเกณฑ์ทหาร ด้วยการเรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ส่วนชายไทยที่ไม่ได้เรียน รด. หากเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ปริญญาตรี 1 ปี หากสมัครใจ 6 เดือน ส่วนวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี 2 ปี หากสมัครใจ 1 ปี
ทว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชายไทยบางกลุ่ม ที่ไม่ต้องการเกณฑ์ทหาร และไม่อยากเรียน รด. ทำให้มีการใช้สารพัดวิธีในการเลี่ยงเป็นทหาร เช่น หากพอมีเส้นสาย มีคอนเนกชั่น ในกองทัพ จะใช้วิธีการตรวจสอบยอดของหน่วยที่มีผู้สมัครใจเต็มจำนวน แล้วนำชื่อไป"แปะ"เอาไว้ นอกจากนี้ ยังใช้วิธีการซื้อใบ สด.43
ขณะที่ชายไทยที่อยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ไม่กลับมารับหมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ก็จะดึงเวลาจนอายุ 30 ปี จึงกลับมารายงานตัว ปลดจากการเป็นทหารกองหนุน แม้จะมีความผิด แต่คดีก็หมดอายุความ
ส่วนกรณี “เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” นักกิจกรรมการเมือง ที่แสดงอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร โดยการสู้ตามกระบวนการกฎหมาย กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการศาลตัดสินแพ้คดี สั่งจำคุก 6 เดือน ให้รอลงอาญา เนื่องจากไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ประจวบเหมาะกับเนติวิทย์ อายุ 30 ปี จึงไม่ต้องกลับมาเกณฑ์ทหาร เนื่องจากพ้นช่วงอายุ
ฟากนักวิชาการอิสระ "อัษฎางค์ ยมนาค" โพสต์ข้อความ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากกังวลว่าจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ
ด้าน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ระบุว่า เรามีระเบียบ มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ช่องว่างกฎหมายจะต้องมาหารือกันว่า ตรงไหนที่ต้องแก้ไข ซึ่งเราต้องให้ความเป็นธรรมกับชายไทยที่มีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ ทุกคนที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองประจําการ ซึ่งตนเป็นประธานการตรวจเลือกมา 9 ครั้ง โอกาสน้อยมากที่จะมีช่องโหว่ นอกจากนี้ ยังมีการอํานวยความสะดวกให้กับนักศึกษาเรื่องการผ่อนผัน ซึ่งมีวิธีการอยู่แล้ว
"เชื่อว่าอาจมีช่องโหว่ แต่เราจะหาทางในการปิดช่องโหว่นี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับชายไทยทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ต้องรับการตรวจเลือกทหาร แต่นโยบายของรัฐบาลเป็นการส่งเสริมให้มีทหารอาสา ซึ่งปีหนึ่งเราต้องการทหารไม่มากประมาณ 80,000-90,000 นาย มีคนสมัครอยู่ต่อก็เป็นจำนวนหนึ่ง และทหารอาสา หรือทหารออนไลน์ก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง หากเป็นไปตามเป้าที่เราวางไว้ อาจไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ส่วนจะเป็นแท็กติกของชายไทยที่มีความรู้ด้านกฎหมาย และนํามาใช้ในช่องทางนี้ มองว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ําหรือไม่นั้น นี่คือสิ่งที่เราต้องมาหารือและดำเนินการแก้ไข" รมว.กลาโหม ระบุ
เช่นเดียวกับ "เนติวิทย์" ชี้แจงผ่านใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ด้วยความเคารพ จะเรียกว่า ผมหาทางหนีทหารก็คงไม่ถูก ผมก็สู้เปิดเผยประกาศต่อต้านเกณฑ์ทหาร และบอกว่าจะไม่ร่วมมาตัังแต่อายุ 18 และไม่เคยหนีไปไหนเลย (สู้แบบเดียวกับมูฮัดมัด อาลี) ให้ไปศาลก็ไป ฟังคำพิพากษา ผมก็ไป บังเอิญการต่อสู้มาลงเอยแบบนี้นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ผมก็คิดว่า คนอื่นก็สู้ เหมือนกัน แต่ใช้วิธีอื่น โดยเฉพาะคนเรียน รด. ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเกณฑ์ทหาร มีเป็นแสนๆ ล้านๆ คน ดังน้้นถ้าจะอุดช่องโหว่จริงๆ อาจต้องเลิกให้มี รด. เลย แน่ล่ะจะกระทบกับคนหลายแสน ซึ่งไม่มีทางที่รัฐจะทำ เพราะคนชั้นกลางและลูกหลานคนรวยกระทบหนักสุดๆ
ดังนั้น ทางดีที่สุด ที่แก้การหนีเกณฑ์ทหารที่ยั่งยืน และเป็นธรรมกับทุกคน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กองทัพ คือ ยกเลิกบังคับเกณฑ์ เป็นระบบสมัครใจร้อยเปอร์เซ็น ทำให้พลทหารมีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นทหารอาชีพแท้จริง
ทั้งนี้ หากย้อนดูไอเดียที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ยุค พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) หลังเสนอแนวคิดนอกกรอบ เพราะมองว่า สิ่งที่กองทัพดำเนินการอยู่ ไม่สามารถบอกว่าโครงการสมัครใจเป็นทหาร จะมีคนสนใจเพิ่มขึ้นหรือไม่ ยกเว้นมีปัจจัยที่จะสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน ซึ่งหากเพิ่มขึ้นก็ต้องเป็นภาระด้านงบประมาณ และใกล้จะชนเพดานเงินเดือนทหารชั้นประทวน
ดังนั้น ใครไม่อยากเป็นเกณฑ์ทหาร ให้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อมาชดเชยในเรื่องค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่สมัครใจเข้ามา
แต่แนวคิดดังกล่าวกลับถูกโจมตีอย่างหนักจากสังคม ถูกมองว่าเป็นการแบ่งชนชั้น สร้างความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนจน-คนรวย จนในที่สุดจึงถูกตีตกไป และผู้หลักผู้ใหญ่ในกองทัพไม่มีใครเอาด้วย
ดังนั้น ต้องติดตามว่า กระทรวงกลาโหม จะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะแนวทางของ "รัฐบาล-กองทัพ" ยังไม่สร้างจูงใจมากพอจะดึงชายไทยสมัครใจ 100% ส่วนกลุ่มที่ไม่เอาอะไรเลย ทั้งเรียน รด.และเกณฑ์ทหาร จะเลือกใช้วิธีการของตัวเอง แม้จะต้องหนีทหารก็ยอม


