'อภิสิทธิ์' มองความไม่สงบใต้ รัฐบาลต้องพูดคุย-บังคับใช้กฎหมายทำคู่กัน บี้เร่งเจรจา หลังสหรัฐฯเก็บภาษีไทย 12.5% ซัดทำน้อยไป ลดราคาโรงกลั่น ผลักภาระให้ ปชช.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเหตุความไม่สงบใน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เริ่มปะทุขึ้นมา จะมีแนวทางเสนอให้รัฐบาลแก้ไขอย่างไร ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สูญเสียเจ้าหน้าที่ แล้วความจริงมีการเตือนกันตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รอบยิง สส. ว่ามีความพยายามจะทำให้ความรุนแรงกลับกลายมาเป็นเรื่องปกติอีกครั้ง รัฐบาลมีการตั้งคณะพูดคุยชุดใหม่แต่การพูดคุยก็ต้องไม่ใช่การยอมรับและปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ หรือยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว ต้องดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ขอรัฐบาลอย่าคิดว่ามีความรุนแรงแล้วจะต้องใช้ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว ไม่มีการพูดคุย หรือถ้ามีการพูดคุย แปลว่าเกิดการปล่อยปละละเลย ไม่มีมาตรการด้านความมั่นคง ซึ่งในการดูแลรักษาความปลอดภัยหรือการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ต้องควบคู่กันไปและหาจุดสมดุลให้ได้
ส่วนการที่รัฐบาลมีการตั้งคณะพูดคุยขึ้นมาแล้ว มองว่าเป็นการผลักภาระไปให้กับคณะพูดคุยทำงานเพียงฝ่ายเดียวเลยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทราบมาว่าคณะพูดคุยก็มีความพยายามจะทำงานแต่อีกฝ่ายมีความพยายามจะส่งสัญญาณหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ควรจะเกิดขึ้นดังนั้นต้องมีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย หรือการใช้มาตรการทางกฎหมายต้องเข้ม
ซัดรัฐบาลทำน้อยไป ลดราคาโรงกลั่น แต่ผลักภาระ ปชช.หนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลว่า เรามีความคาดหวังจากคำแถลงของกระทรวงพลังงานว่า จะเข้ามาจัดการปัญหาโครงสร้างต่าง ๆ แต่เรื่องที่เรากังวลคือเรื่อง น้ำมัน ผ่านไปหลายเดือนทำไปทำมาถอยห่างออกจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลายเป็นว่าเราจะเห็นรัฐมนตรีไปพูดคุยกับโรงกลั่น ขอให้ลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะค่าการกลั่นที่มันเกินปกติสูงกว่านี้เยอะ จากเดิมที่พูดกันว่าจะมีสูตรชัดเจนตายตัว หรือจะมีการเก็บภาษีลาบลอยในอนาคต กลายเป็นหายไปหมด เป็นเรื่องของการเจรจาที่ไม่มีใครทราบเลยว่า ใช้ฐานอะไรในการคำนวณ แต่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าการลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ถือว่าน้อยไปทำได้มากกว่านี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลทำเรื่องนี้จริงจังบวกกับเรื่อง ภาษีสรรพสามิต ก็ไม่ต้องเอาเงินมากมายมหาศาลมาแก้ปัญหา เพราะขณะนี้คนที่แบกรับภาระคือ กองทุนน้ำมัน ถ้าเทียบเคียงกันแล้วการลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาท แต่ขณะที่กองทุนน้ำมันฯ ต้องชดเชย 7-8 บาท จึงกลายเป็นภาระของประชาชน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่อง ไฟฟ้า ก็เช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายเรื่องการปรับสูตรการคำนวณค่าไฟฟ้าในเวลาที่ราคาก๊าซธรรมชาติสูง แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการ แน่นอนว่ารัฐบาลมีข้อผูกมัดในเรื่องการช่วยเหลือคนที่ใช้ไฟน้อย ซึ่งเราก็สนับสนุน แต่ขณะนี้แหล่งเงินที่จะมาใช้ตรงนี้ก็ยังไม่มีการแถลงออกมาอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นเหมือนจะไปขอกับการไฟฟ้าฯ ก่อน ซึ่งก็ยังไม่ไปถึงคนที่ได้ประโยชน์เกินควรในภาวะที่ราคาพลังงานผันผวน ตรงกันข้ามกับที่รัฐมนตรีมาพูดในสภาฯ ว่า ต่อไปนี้จะไม่ใช้กระเป๋าซ้ายหรือกระเป๋าขวา แต่จะเป็นการปรับโครงสร้าง
”ดังนั้นท่านควรจะมีความโปร่งใสว่า ตกลงแต่ละเรื่องเดินหน้าไปถึงไหน ท่านอาจจะบอกว่ากำลังทำอยู่ แต่สิ่งที่เรากังวลเราเห็นจากกรณีน้ำมันและไฟฟ้า ตอนแรกมีความพยายามดิ้นรนไปเก็บกับคนที่ใช้ไฟเยอะ สะท้อนให้เห็นว่า ท่านคิดถึงแหล่งกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ก่อนที่จะคิดถึงการปรับโครงสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมจริง ๆ“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ จะไปพูดคุยเพื่อเสนอแนะหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวติดตลกว่า “เคยอยู่ประชาธิปัตย์เยอะมาก หลายคน” ก่อนจะกล่าวต่อว่า เวลามีการพบปะกันก็จะมีการสอบถามกัน แต่เราต้องการทำเป็นเป็นระบบเพราะข้อเสนอเราชัดเจน ในเวลาที่ราคาพลังงานผันผวน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบ โครงสร้างของเราไปเอื้อให้กับคนที่อยู่ตรงกลาง สามารถมีผลตอบแทนมากผิดปกติ ซึ่งตามหลักสากลเวลาเกิดกรณีแบบนี้ ก็จะมีการเก็บเงินอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยประชาชน และรัฐบาลเป็นคนพูดเองเรื่องปัญหาทุนใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง
บี้รัฐบาลเร่งเจรจา หลังสหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% สูงกว่าเพื่อนบ้าน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกา ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 12.5% ขณะที่มาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซียถูกเก็บในอัตราต่ำกว่าเพียง 10% นั้น มองว่าเกิดจากการเจรจาที่ล่าช้าหรือไม่ ว่า เรื่องนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าอยากให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินการเจรจาในกรอบต่างๆ เพื่อลดภาระเรื่องนี้ ซึ่งก็เข้าใจว่า ไม่ได้ง่ายกับเจรจารายละเอียดในทุกเรื่อง แต่รัฐบาลก็ต้องเร่งเครื่องในเรื่องนี้ และทราบดีว่ารัฐบาลพยายามหาทางสรุป การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย - สหภาพยุโรป หรือ FTA Thai - EU เพื่อเป็นทางเลือก และคงต้องพูดกันตรงๆว่า ผู้นำสหรัฐกับแนวนโยบายสหรัฐในปัจจุบัน คาดการณ์ได้ยากมาก ว่าจะมาใช้กฎหมายไหนเมื่อไหร่ ด้วยอัตราเท่าไหร่ ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้นก็ต้องเร่งหาทางในการเจรจา ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า เมื่อไปเจรจา หากเขาเรียกร้องอะไรก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี เพราะจะมีสิ่งที่เราได้และสิ่งที่เราเสีย แต่ในภาพรวมตนอยากให้นโยบายด้านการต่างประเทศของไทยได้จับมือ กับบรรดาประเทศที่มีกำลัง และอยากให้ระเบียบโลกได้รับการเคารพจากทุกฝ่าย รวมถึงมหาอำนาจด้วย ซึ่งเรายังไม่เห็นบทบาทตรงนี้ที่ชัดเจนมากนัก
เมื่อถามว่ามองว่ากรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน มีผลกระทบอะไรกับเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะสหรัฐต้องการแสวงหากฎหมาย ที่ให้อำนาจกับเขาในการขึ้นภาษี เพราะแนวคิดเดิมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถูกปฏิเสธโดยศาล จึงต้องไล่หากฎหมาย ที่จะมีข้ออ้างต่างๆ ในการขึ้นภาษี ดังนั้น อย่าไปมองว่ามันเชื่อมโยงกับเรื่องของจีน



