วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

กมธ.กฎหมาย ถกปม 'น้องเมย' หวังคลี่คลายคดี คืนความยุติธรรมทุกฝ่าย

กมธ.กฎหมาย ถกปม 'น้องเมย' อดีตนักเรียน ตท.เสียชีวิต หวังนำไปสู่คลี่คลายคดี คืนความยุติธรรมทุกฝ่าย ปัดตั้งธงเอาผิดใคร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวก่อนการประชุมกมธ. กฎหมายฯ เพื่อพิจารณากรณีการเสียชีวิตของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ "น้องเมย" นักเรียนเตรียมทหารจากการถูกสั่งธำรงวินัย ว่า วันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านนา ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พันเอกณรุท ทองสอง รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ นายสาธิต พูนสวัสดิ์พงศ์ ทนายความ และครอบครัวของน้องเมย เข้าร่วมการพิจารณา

การประชุมในครั้งนี้คาดหวังว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่การคลี่คลายได้ เรื่องนี้เป็นมหากาพย์ที่ค่อนข้างนาน เวลา8-9 ปีมาแล้วที่ครอบครัวของน้องเมยรอคอยความยุติธรรม ทุกฝ่ายยอมรับว่าสาเหตุการตายของน้องเมย ต้องมีคนรับผิดชอบ เพราะเป็นการตายที่ต้องเอาผิดต่อผู้กระทำความผิด และปัจจุบันผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้เป็นนายตำรวจ ถูกศาลทหารสูงสุดพิพากษาตัดสินให้จำคุก แต่รอลงอาญา และปัจจุบันยังรับราชการและใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งในคดีที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต อัยการศาลทหารสั่งไม่ฟ้อง ทางครอบครัวและกรรมาธิการไม่ได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าทำไมถึงสั่งไม่ฟ้อง วันนี้หากมีผู้แทนจากกรมรัฐธรรมนูญ จะรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ส่วนอวัยวะบางส่วนที่หายไปหลังจากการชันสูตรศพน้องเมย คดีนี้อยู่ใน สน.พญาไท ผ่านมาแล้ว 6 ปีไม่มีความคืบหน้าในคดีเลย 

"คดีน้องเมยไม่ใช่คดีโนเนม แต่เป็นคดีที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ สื่อมวลชนก็จับตาในเรื่อง แต่ลองคิดดูขนาดสังคมให้ความสำคัญขนาดนี้ แต่กระบวนการยุติธรรมได้แค่นี้ ถามลึกๆถ้าเราเป็นพ่อแม่ของคนที่เสียชีวิต เราจะรู้สึกได้รับความยุติธรรมจริงหรือ" นายรังสิมันต์ กล่าว 

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการเกี่ยวกับกฎหมาย จำเป็นที่จะต้องสะสางเรื่องนี้ นี่เป็นสาเหตุที่จะเอาเรื่องนี้เข้าพิจารณาเป็นเรื่องด่วน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายให้ได้ ไม่ใช่ตั้งธงว่าเอาผิดใครบางคน ทั้งหมดต้องอยู่กันที่เหตุผลและพยานหลักฐาน เพื่อดูว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอในการ ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ รวมถึงจะต้องตรวจสอบอายุความด้วย ในคดีอื่นๆที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการของศาล โดยกรรมาธิการก็จะแสวงหาข้อเท็จจริงต่อไป 

จี้ ตร. สอบปมสลายม็อบแม่น้ำกก ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ

วันเดียวกัน นายรังสิมันต์ กล่าวถึงผลการประชุมการพิจารณากรณีการสลายการชุมนุม ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยสาเหตุการชุมนุมมาจากปัญหามลพิษ ในแม่น้ำกก และแม่น้ำสาขา ที่ตนตอมาจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน 

โดยนาย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า การชุมนุมดังกล่าวเพื่อเรียกร้องกับสถานกงสุลจีน ทราบถึงการแก้ไขปัญหาน้ำกก ที่เป็นการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้ภาคประชาชน เข้าไปยื่นหนังสือกับทางกงสุล เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งปัญหานี้รัฐบาลเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ ลุกขึ้นยืนจนภาคประชาชนต้องลุกขึ้นยืนเพื่อสิทธิของพวกเขา ซึ่งสถานการณ์การสลายการชุมนุม ได้มีการใช้กำลังจนทำให้ผู้ชุมนุมแขนหัก ตำรวจ การตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดพ.ร.บ.ชุมนุม เนื่องจากกิจขวางการเข้าออกสถานที่ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น 

ส่วน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การสลายการชุมนุม พบข้อเท็จจริงหลายประการที่มีปัญหาในเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย อย่างการสกัดกั้นผู้ชุมนุม ไม่ให้เดินทางไปที่สถานทูตจีน เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ประเมินสถานการณ์ที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง และผู้ชุมนุมก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่จะฝ่าฝืน เข้าไปบริเวณที่อยู่ในรั้วกั้น ที่ตั้งอยู่หน้าบริเวณสถานทูตจีน การสกัดการผู้ชุมนุมอาจจะเป็นการใช้อำนาจเกินกว่ากฎหมายที่ให้อำนาจไว้หรือไม่ และในวันดังกล่าวสถานทูตจีนปิดทำการ อาจจะมีเจ้าหน้าที่บ้าง แต่เสียงของกลุ่มผู้ชุมนุมคงจะไปตีความว่าไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ถือว่าเป็นการตีความเกินกว่าเหตุ และการแจ้งให้หยุดชุมนุมโดยไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ได้สอดคล้องต่อกฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่ต้องการปกป้องสิทธิ์ ของผู้ชุมนุมให้สามารถชุมนุมได้ ไม่ใช่การชุมนุมเป็นตามดุลพินิจของตำรวจเท่านั้น กรรมาธิการจึงมองว่าการปฏิบัติการของตำรวจไม่ได้เป็นเป็นไปตามหลักกฏหมาย จึงแจ้งให้มีการแก้ไขและดำเนินการให้มีมาตรฐาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าไม่ได้มีการซักซ้อมหรือความเข้าใจในเรื่องนี้มาก่อน 

นายรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การละเมิดสิทธิการชุมนุมครั้งนี้ อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมนไม่มาก มีผู้ชุมนุมบางส่วนที่รับอันตราย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่แค่การละเมิดสิทธิ์ผู้ชุมนุม แต่ใหญ่เพราะสิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องการคือ ต้องการปกป้องประโยชน์ของประเทศไทย การที่เห็นตำรวจออกมาสกัดกั้นแบบนี้ แทนที่จะประสานงานให้การยื่นหนังสือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งอาจจะเกิดคำถามได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยมากน้อยแค่ไหน หลังจากนี้กรรมาธิการจะส่งรายงานเรื่องนี้ไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ รวมถึงการกำหนดแนวปฏิบัติ ในการสลายการชุมนุม 

ส่วนปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอื่นๆ แม่น้ำเหล่านี้ไม่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้อีกแล้ว ปัญหาสารพิษเริ่มต้นเมื่อปี66 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการแก้ไข ไม่ใช่แค่ตั้งคณะกรรมการพูดคุยกัน ลำพังการพูดคุยกับเมียนมาก็แก้ปัญหาไม่ได้ และต้องพูดคุยกับกลุ่มว้าที่มีการเชื่อมโยงกับหลายปัญหาทั้งยาเสพติดและ สแกมเมอร์ ถ้ารัฐบาลไม่เอาจริงเอาจังเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา ชาวภาคเหนือและอีกหลายพื้นที่ ในบริเวณแม่น้ำโขงจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ที่จะเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพชีวิตของประชาชน ปัญหานี้ไม่ได้จบที่การพูดคุยกับประเทศจีน ทุกฝ่ายรับรู้รับทราบปัญหาแต่จะลงมือ แก้ไขปัญหานี้อย่างไร และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องประสานงาน แต่ควรจะเป็นกลไกของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ต้องรวมฝ่ายต่างต่างๆและคิดว่าเรื่องนี้จะต้องแก้ปัญหาอย่างไร

"ภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีเสน่ห์ มีความสวยงามและมีทรัพยากร น่าอยู่หลายอย่าง มีคนหลากหลายที่พยายามไปอยู่ที่นั่น แต่วันนี้สิ่งที่คนเหนือกำลังเจอ เขาไม่สมควรจะเจอแบบนั้น ไม่สมควรจะเจอกับฤดูฝุ่น แล้ววันนี้จะต้องมาเจอกับแม้กระทั่งแม่น้ำ ไม่สามารถใช้ได้ สัตว์น้ำที่เคยจับกินได้ ไม่สามารถที่จะกินได้ ช่วงสงกรานต์ตามปกติแม่น้ำกกจะมีเรือแพ วันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวเจ๊งหมด ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าเราไม่ช่วยกันตนไม่มั่นใจว่าผู้มีอำนาจ จะนำพาปัญหานี้ไปสู่การแก้ไขปัญหาได้" นายรังสิมันต์ กล่าว